ประเด็นหนึ่งที่พูดถึงกันมาในช่วงสิ้นปีเก่า เริ่มปีใหม่ก็คือ เศรษฐกิจในปีหน้าจะเป็นอย่างไร
บทความส่งท้ายปีของผม จึงขอนำเสนอผลการประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดย IMF และนิตยสาร The Economist โดยนำเสนอเฉพาะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเท่านั้นมาดูกันเลยว่าปีหน้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านของเราในอาเซียน
รูปที่ 1 เป็นข้อมูลอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2558 จะขยายตัว 4.6% นิตยสาร The Economist คาดว่าจะขยายตัว 4.5% สำหรับประเทศอื่นในอาเซียน การประมาณการของ IMF พบว่า กลุ่มประเทศ CLMV เป็นกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยเวียดนามมีอัตราการตัว 5.6% ลาว 7.2% กัมพูชา 7.3% และพม่า 8.5% จึงถือได้ว่าเป็นโอกาสดีของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV ที่จะหาประโยชน์จากการเติบโตของประเทศในกลุ่มนี้
ด้านอัตราเงินเฟ้อในปี 2558 ตามที่แสดงไว้ในรูปที่ 2 IMF ประมาณการไว้ว่า ประเทศไทยจะมีอัตราเงินเฟ้อประมาณ 2.0% ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มีอัตราเงินเฟ้อไม่น้อยกว่า 3.5% ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในภาพรวมที่ต่ำของไทย ไม่ได้สะท้อนปัญหาค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้ดีนัก หากเรานำเอาข้อมูลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเฉพาะอัตราเงินเฟ้อในส่วนที่ต้องกินต้องใช้ประจำวัน โดยเฉพาะอาหารมาคำนวณ หรือที่เรียกว่า “เงินเฟ้อปากท้อง” จะพบว่า มีอัตราการขยายตัวสูงกว่าเงินเฟ้อในภาพรวมประมาณ 2 ถึง 2.5 เท่า เมื่อใช้ตัวเลขนี้เป็นฐานในการประมาณค่า แสดงว่า ปีหน้าแม้เงินเฟ้อในภาพรวมจะต่ำ แต่เงินเฟ้อปากท้องน่าจะอยู่สูงถึง 4.0% ถึง 5.0% นี่ไม่ใช้สัญญาณที่ดีสำหรับคนไทยส่วนใหญ่เลย
โดยภาพรวมแล้ว แม้ว่าทั้งสองหน่วยงานจะมองเศรษฐกิจไทยในปีหน้าไว้ค่อนข้างน่าชื่นใจ แต่เราก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้กำลังซื้อจากภาคประชาชนขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้แล้ว ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ภาคการผลิตใช้ศักยภาพการผลิตเพียงประมาณ 60% ของศักยภาพที่มีอยู่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อ จะส่งผลให้มีการใช้ศักยภาพในการผลิตที่เหลืออยู่เพิ่มขึ้น แต่อาจไม่ส่งผลให้มีการลงทุนในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นมากนักในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี 2558
การประมาณการของหลายหน่วยงานคาดการณ์สอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2558 น่าจะขยายตัวอยู่ระหว่าง 3.4% ถึง 3.8% แต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมของเอเชียอาจสูงถึง 5.5% ถึง 6.0% การกระตุ้นการส่งออกจึงควรให้น้ำหนักกับการทำตลาดในเอเชียและอาเซียนให้มากขึ้น
ถ้ามองข้ามช็อตไปอีกหน่อย ในช่วง 2 ถึง 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง การลงทุนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และการลงทุนที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
สิ่งที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริงเพื่อแก้ปัญหาการขาดคนในบ้านเรา คือ การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้มีการศึกษาแบบคู่ขนานระหว่างการศึกษาในระบบที่มีคุณภาพและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ด้านอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเอื้อต่อการยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยี และยังช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานภายหลังจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปี 2558
นอกจากนี้แล้ว การส่งเสริมให้มีกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ควบคู่ไปกับระบบสวัสดิการสังคมที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและทันเวลา ถือเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเทศไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน






