รัฐธรรมนูญ 19 ฉบับของเรามีอันเป็นไปเสียทั้งหมด ในระยะเวลา 80 ปี เฉลี่ยแล้วเราใช้รัฐธรรมนูญเพียงฉบับละ 4 ปี
เสื้อสักตัว ผ้าเช็ดหน้าสักผืน อายุใช้งานยังนานกว่ารัฐธรรมนูญของเราเสียอีก
เราประชาชนทั่วไปทุกหมู่เหล่ารวมทั้งนักการเมือง ผู้เป็น “เจ้าของ” รัฐธรรมนูญร่วมกัน จึงน่าจะสรุปบทเรียนซึ้งแก่ใจว่าแทบไม่คุ้มกันเลย เมื่อเทียบกับการลงทุนลงแรงเงินแรงสมองร่างรัฐธรรมนูญกันแต่ละฉบับขึ้นมา มันสิ้นเปลืองและยาวนานเสียจริงๆ
ยิ่งในขณะกำลังประดิดประดอยหอยเต่าร่างกันอยู่ อย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ในขณะนี้ พลเมืองสามัญทั่วไปจะขยับปากขยับตัวพูดและชุมนุม ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องข้าว เรื่องยางพารา เรื่องพลังงาน เรื่องเสรีภาพในงานศิลปะ ฯ ก็ถูกจำกัดจำเขี่ยไปเสียทั้งหมด ทำให้แทบจะยิ่งไม่คุ้มกันเลยหากคิดมูลค่าและการสูญเสียสิทธิเสรีภาพพื้นฐานตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ถูกยกเลิกไป โดยการรัฐประหาร เพื่อจะ “ระงับเหตุร้าย” ตามหน้าที่ของตำรวจ และ “ป้องกัน” เพื่อความมั่นคงของประเทศตามหน้าที่ของทหาร
แทนที่จะเป็นแม่บทหลักประกันสิทธิเสรีภาพของพลเมือง การร่างรัฐธรรมนูญ กลับกลายเป็นสาเหตุ “ข้ออ้าง” จำกัดจำเขี่ยสิทธิพื้นฐานของพลเมืองอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด ด้วยกฎอัยการศึก การถูกเชิญไปพบ ฯ โดยเพาะอย่างยิ่ง การสื่อสารทางความคิดในหมู่พลเมือง ก็ถูกจำกัดจำเขี่ยให้ใช้เส้นทางนี้เส้นทางนั้นเท่านั้น ด้วยการต้องไปขออนุญาต ต้องทำหนังสือไปยื่น ฯ ราวกับว่าพลเมืองจะคิดอะไรจะพูดอะไร จะสื่อสารถึง “ผู้นำ” หรือสื่อสารกันเองเฉพาะในหมู่พลเมือง ก็ต้องไปบอกหรือขออนุญาต คสช. เสียก่อน
ฉะนั้น รัฐธรรมนูญไม่ว่าฉบับไหนต่อนี้ไป เขียนให้ดีที่สุดตามสมควรเหมาะแก่สถานการณ์ ก็พอแล้ว หลักใหญ่อยู่ที่เขียนให้เป็นแม่บทหลักประกันสิทธิพื้นฐานของพลเมือง เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของรัฐต่อพลเมืองและพลเมืองต่อรัฐให้ชัดเจน มีกลไกตรวจสอบอำนาจเพียงพอ ก็ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องชวน (เชื่อ) ให้เราฝากทุกอย่างไว้กับการร่างรัฐธรรมนูญ สากกะเบือยันเรือรบ อะไรๆ ก็จะไปแก้ไขเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้พอมีปัญหาสะดุดอะไรขึ้นมา ก็โทษรัฐธรรมนูญ มีเราประเทศเดียวเท่านั้นกระมัง ที่โทษรัฐธรรมนูญตะพึดตะพือ เวลามีปัญหาในการใช้อำนาจประชาธิปไตย
รัฐธรรมนูญไม่ว่าที่ไหนในโลก ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลจะแก้ได้ทุกโรค แค่โรคเลือกตั้งเป็นพิษ รัฐธรรมนูญของเรา ก็จะเอาไม่อยู่แล้ว ฉันใดที่ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้ง ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่การเขียนรัฐธรรมนูญ กลไกรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่แค่ที่การเขียนตัวบทธรรมนูญ มันอยู่ที่กลไกการใช้และสิ่งแวดล้อมทางสังคมการเมืองตลอดจนวิถีตัวผู้ใช้ คือ ประชาชนทุกคน ด้วยมากกว่า ที่เขียนมาแล้ว 19 ฉบับ ก็ว่าเขียนดีเลิศแล้วทุกฉบับ แต่การเลือกตั้งก็ยังเป็นพิษและก็ไม่รู้จะเอาโทษใคร หากมีรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีก ใครเล่าจะห้ามได้ เพราะการรัฐประหารที่ผ่านๆ มาทั้งหมดนั้น จะถือเป็นกลไกอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยของเราก็ว่าได้ที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกของเราก็ถือกำเนิดด้วยรัฐประหาร สังคมไทยจึงยังอยู่มาได้ อย่างที่เป็นอยู่ ไม่ลงเหวหรือเจริญไปมากกว่านี้
ต่อนี้ไป การที่ประชาชนพลเมืองรวมทั้งนักการเมืองมีโอกาสเรียนรู้ฝึกหัดสร้าง “ประชาธิปไตย” ในวิถีชีวิตและในการสร้างค่านิยมอย่างต่อเนื่อง ไร้การหยุดชะงัก การจำกัดจำเขี่ย โดยเฉพาะในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสันติ ควรมีความสำคัญกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเลิศที่สุดในโลกใดๆ ที่เหล่าอรหันต์สัญญาจะร่างให้กับคนไทย
ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ประธาน กมธ. คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปรียบไว้กับการ “แกงส้ม” นี้ พลเมืองทั่วไปควรได้ “ชิม” ด้วยขณะแกง ไม่ใช่จำกัดการชิมปรุงรสไว้ในหมู่ชนชั้นพ่อครัวผู้ถือคัมภีร์พระเวทแห่งการเขียนรัฐธรรมนูญ หรือว่าจำกัดการชิมอย่างเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ชิมกับผู้ปรุงผู้ร่างเท่านั้น
พลเมืองทั่วๆ ไป รวมทั้งนักการเมือง นอกจากจะต้องมีสิทธิสื่อสารเรื่องรสชาติกับพ่อครัวแม่ครัวผู้ปรุงคู่ขนานกันไปอย่างเปิดกว้างเสรี ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การสื่อสารระหว่างแม่น้ำร้อยสายพันสายหมื่นแสนล้านสาย ในระหว่างหมู่ผู้ชิมด้วยกันที่เป็นเจ้าของหม้อแกง “ตัวจริง” แบบเดียวกับเชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฯ นั่นอย่างไรที่เป็น “การชิมแล้วมีการสื่อสารอย่างเป็นสาธารณะ” ในหมู่ผู้ชิมผู้กินด้วยกัน
ทุกวันนี้ ตั้งแต่มี สปช. สนช. และคณะกรรมการฯต่างๆ ทำหน้าที่ “แกงส้ม” กันอยู่ พลเมืองทั่วไปถูกจำกัดอยู่ใน “การสื่อสารทางเดียว” คือ ได้แต่ ยื่นหนังสือ ได้แต่บอกไป ฯ
ในขณะที่ประชาธิปไตยต้องมีการสื่อสารสองทาง คือ การพูด การสนทนาซักถามทำความเข้าใจ มีการถามการตอบ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นสองทาง ระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสื่อสารร้อยทางพันทางในหมู่พลเมืองด้วยกัน
ยืนยันว่า พลเมืองต้องการสื่อสารในหมู่พลเมืองด้วยกันเองอย่างเสรีในขอบเขตของวิถีประชาธิปไตย ไม่เฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในทุกเรื่องที่ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตประจำวัน และเงินในกระเป๋า เช่น เรื่องข้าว เรื่องยางพารา เรื่องการขุดแร่ เรื่องพลังงาน เรื่องเขื่อน เรื่องทางรถไฟ เรื่องภาษีมรดก เรื่องสอบตรงหรือแอดมิชชั่น เรื่องโรคอีโบลา เรื่องคอร์รัปชัน เรื่องการบวชภิกษุณี ฯ
การร่างรัฐธรรมนูญที่จะมาเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของพลเมือง จะต้องไม่กลายมาเป็นข้ออ้างจำกัดจำเขี่ยล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของพลเมืองอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในคุณภาพชีวิตของพลเมืองเสียเอง โดยเฉพาะเมื่อพ้นระยะและหน้าที่การ “ระงับเหตุร้าย” และป้องกันภัยอันตรายเพื่อ “ความมั่นคง” ไปแล้ว









