ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป ที่ปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ร่วงแรง
และรัฐลดเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ลง สอดคล้องตามแนวทางการปฏิรูปราคาพลังงาน
ยังคาดการณ์กันว่า "ราคาน้ำมัน" จะทรงตัวในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไปอีก (ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนก.พ.ในตลาดสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. เพิ่มขึ้น 64 เซนต์ ที่บาร์เรลละ 55.90 ดอลลาร์ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 33 เซนต์ที่บาร์เรลละ 60.44 ดอลลาร์) หลังรัฐมนตรีน้ำมันซาอุดีอาระเบีย ออกมาระบุว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะ "ไม่ลด" การผลิตไม่ว่าราคาน้ำมันจะลดลงเหลือบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ 50 ดอลลาร์ 40 ดอลลาร์
หรือแม้ราคาน้ำมันจะหล่นมาอยู่ที่ 20 ดอลลาร์ ก็ตาม
พร้อมระบุด้วยว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมที่จะคาดหมายให้โอเปกลดกำลังการผลิต หากประเทศผู้ผลิตน้ำมัน "นอกกลุ่มโอเปก" ไม่ยอมลดกำลังการผลิต
นี่คือการสมรภูมิการต่อสู้ ของผู้ผลิตน้ำมัน เพื่อ รักษาส่วนแบ่งตลาด ไม่ให้เสียส่วนแบ่งตลาดน้ำมันให้กับ ผู้ผลิตเชื้อเพลิงใหม่ อย่าง เชลล์แก๊ส และเชลล์ออย
ดังนั้น ผู้ใช้น้ำมันทั่วโลก รวมถึงผู้บริโภคคนไทย จึง "มีความสุข" กับสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปอีกระยะ...ยาวไปๆ
เช่นเดียวกับ หลายธุรกิจ-อุตสาหกรรม ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้นทุนหลักในการผลิต อาทิ สินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่ต้นทุนการผลิตจะปรับตัวลดลง กดให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ ปีหน้า ถ้าจะขยับราคาก็จะขยับไม่มาก
ขณะที่ภาคขนส่ง (โลจิสติกส์) เป็นอีกภาคที่ได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากราคาน้ำมันในขณะนี้ จนหลายประเภทบริการขนส่งสาธารณะ ปรับลดและกำลังจะปรับลดค่าบริการลงมา เช่น ค่าบริการเรือคลองแสนแสบ ลดราคาลงระยะละ 1 บาท ขณะที่บริษัทขนส่ง (บขส.) ออกมาระบุว่า จะลดค่าบริการลง 2 สตางค์ต่อกิโลเมตร เป็นต้น
กำไร (มาร์จิ้น) ที่สูงขึ้นของประกอบการ จาก "ส่วนต่าง" ของต้นทุนการผลิต กับ ราคาขาย ยังทำให้ผู้ประกอบการ นำเงินส่วนนี้มาอัดแคมเปญ กระตุ้นตลาด เพื่อผลักดันยอดขาย ในภาวะกำลังซื้อซบเซา ได้อีกต่อ
นี่คือ สิ่งที่ผู้บริโภค และผู้ประกอบการบางเซ็กเตอร์ "ได้รับประโยชน์" จากราคาน้ำมัน
ถามว่า.. งานนี้ "ใคร" เสียประโยชน์ ?
ที่เห็นได้ชัด คือ ผู้ประกอบการปิโตรเลียม ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจโรงกลั่น และธุรกิจปิโตรเคมี โดยส่วนใหญ่จะ "ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน" (Stock loss)
จากภาวะ "ซื้อแพง ขายถูก" !!
อาทิ ยักษ์พลังงานของไทยอย่าง บมจ.ปตท.ต้องออกมายอมรับว่าอยู่ระหว่าง ปรับแผนลงทุน 5 ปี และประเมินว่าผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปี จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่ลดลงแรงมากกว่าบาร์เรลละ 40 ดอลลาร์
อีกฟากที่จะเสียประโยชน์ คือ "ผู้ส่งออก" สินค้าไปยังประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง เพราะเมื่อราคาน้ำมันลดลง ทำให้ประเทศที่มีรายได้จากน้ำมัน ลดการ "บริโภค" ลง
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การส่งออกไทยไปยังตลาดผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ มีส่วนแบ่งประมาณ 4.9% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยสินค้าส่งออกไทย ไปยังตลาดกลุ่มนี้ 3 อันดับแรก คือ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ , ข้าว และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
ขณะที่จำนวน "นักท่องเที่ยว"จากชาติผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิมีสัดส่วนราว 8.2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางมาไทย ที่จะลดการเดินทางมาไทย
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ จะค้นพบ สัจธรรมที่ใช้ได้ทุกยุค จากกรณีน้ำมัน คือ ..
'ในดี -มีเสีย' ซ่อนอยู่เสมอ !!






