ช่วงนี้ข่าวสารจากชายแดนใต้ในแง่ของการก่อเหตุรุนแรง และการพูดคุยสันติสุขเงียบหายไป กลายเป็นข่าวน้ำท่วมใหญ่แทน
ฉะนั้นความเงียบที่ดูเหมือน "สงบ" นี้ จึงไม่ได้การันตีว่าการ "คิกออฟ" กระบวนการพูดคุยดับไฟใต้รอบใหม่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีมาเลเซีย "เจ้าเก่า" เป็นผู้อำนวยความสะดวกนั้น ได้ทำให้สถานการณ์ที่ชายแดนใต้ลดความร้อนแรงลง
เพราะจริงๆ แล้วอาจมีสาเหตุจากน้ำท่วมก็เป็นได้ และเดือน ธ.ค.ของทุกๆ ปี สถิติเหตุรุนแรงก็มักลดต่ำด้วยเหตุฝนตกน้ำท่วมนี่แหละ
ส่วนกระบวนการพูดคุย หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ หารือกับ นายกฯนาจิบ ราซัก แห่งมาเลเซีย ระหว่างเดินทางเยือนเมื่อ 1 ธ.ค. พร้อมเปิดตัว พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการแล้ว ทุกอย่างก็ดูนิ่งๆ ไป
แต่ความนิ่ง ไม่ได้แปลว่าหยุด เพราะการทำงาน "หลังฉาก" มีความคืบหน้าต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่เร่งร้อนที่จะ "เปิดตัว-เปิดโต๊ะ" ให้เป็นข่าวใหญ่โตวูบวาบเท่านั้นเอง
ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับ "ทีมพูดคุย" ในฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ ทางการมาเลเซียพยายามรวบรวมกลุ่มผู้เห็นต่างที่มีหลากหลายกลุ่มให้มารวมเป็น "ทีมเดียว" และมีข้อเรียกร้องชุดเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการพูดคุย
แต่นี่คือความยาก เพราะกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหลักๆ คือ บีอาร์เอ็น พูโล และบีไอพีพี ค่อนข้างไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะ "พูโล" แตกออกเป็น 2-3 กลุ่ม และไม่ถูกกันอย่างแรง
ทว่า "พูโล" (บางปีก) มีความต้องการและเต็มใจร่วมโต๊ะพูดคุยมากที่สุด พอๆ กับ "บีไอพีพี" ซึ่งมีสมาชิกไม่มากนัก
ส่วน "บีอาร์เอ็น" ที่เชื่อกันว่าเป็นขบวนการหลัก ยังคงสงวนท่าที เพราะปีก "นักรบ" ไม่อยากร่วมวงพูดคุย
ข่าวที่กระเซ็นกระสายมาจากมาเลเซียก็คือ ฮัสซัน ตอยิบ แกนนำบีอาร์เอ็นที่ทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายผู้เห็นต่างเมื่อปีที่แล้ว น่าจะหลุดตำแหน่ง
คนที่มาแรงกลายเป็นคนใกล้ของฮัสซันที่เคยปรากฏตัวในวันลงนามข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ 28 ก.พ.56 ระหว่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาฯสมช. กับ ฮัสซัน ที่กัวลาลัมเปอร์ แต่ภายหลังถูกกันออกไป
ฉะนั้นจะเรียกว่า "ไม่ใช่คนหน้าใหม่" ก็ไม่น่าจะผิด แต่ "บารมี" ถึงหรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง
อีกหนึ่งปัญหาที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น "ความไม่ลงตัว" ของฝ่ายไทยเอง คือ การเฟ้นหาตัวแทนที่เป็น "ภาคประชาสังคม" จากในพื้นที่ชายแดนใต้เพื่อเข้าร่วมในทีมพูดคุย
เพราะหากศึกษาบทเรียนจากการพูดคุยเจรจาในพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ ทั่วโลก จะพบว่า "ภาคประชาสังคม" มีบทบาทสูงมากในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ
แต่ประเด็นก็คือ รัฐบาลไทยจะเลือกใครเป็นตัวแทนในฐานะ "ภาคประชาสังคม" ในทีมพูดคุยของรัฐ เพราะต้องมีความเป็น "ตัวแทน" ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริงจึงจะ "เสียงดัง" มากพอ ทว่าก็ต้องพูดไปในคีย์เดียวกับรัฐ ไม่ใช่ไปอยู่ข้างบีอาร์เอ็น
ฉะนั้นหากใช้องค์กรหรือตัวบุคคลจาก "ศอ.บต." ไปเป็นตัวแทนภาคประชาสังคม ย่อมไม่เวิร์ค เนื่องจากถูกมองเป็น "กลไกรัฐ"
ล่าสุดมีการพูดถึงองค์กรนักศึกษาที่ชื่อ PERMAS ที่หมายถึง สหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี ซึ่งเป็นองค์กรที่รวบยอดมาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) เดิม โดย สนน.จชต.ก็เป็นการรวมตัวของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแต่ละจังหวัดของจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกที แต่ปัจจุบันยุบไปหมดแล้ว เหลือ PERMAS องค์กรเดียว รวมทั้งพีเอ็นวายเอส (กลุ่มนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ด้วย
วัตถุประสงค์ของ PERMAS ก็เพื่อเชื่อมตัวแทนนักศึกษาปาตานีทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีนโยบายสำคัญคือ "สาตูปาตานี" หรือ "หนึ่งปาตานี" (นัยหมายถึงปาตานีเป็นหนึ่งเดียว) โดยหนึ่งใน "ตัวเปิด" ของ PERMAS ที่ผู้ติดตามข่าวสารภาคใต้รู้จักกันดี คือ อาเตฟ โซะโก อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
กิจกรรมของ PERMAS ที่ได้รับความสนใจจากในพื้นที่เป็นอย่างมาก คือ "เสวนาปาตานี" ที่จัดไปแล้วนับร้อยเวที และเปิดให้แสดงความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่อง "สิทธิ์ในการกำหนดใจตนเอง" หรือ Self-determination ที่ฝ่ายความมั่นคงวิตกว่าคือจุดเริ่มของการแบ่งแยกดินแดนหรืออย่างน้อยก็นำไปสู่ "เขตปกครองพิเศษ"
คำถามคือ ฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับได้จริง หรือนี่เป็นการโยนหินถามทางเท่านั้น?






