วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าจำกัดตัวเองที่'ค่าเฉลี่ย'

ในยามเศรษฐกิจตกต่ำนักธุรกิจส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บตัวและหาทางประคองตัวเองให้มากที่สุดเพื่อผ่านพ้นช่วงนี้ให้ได้

แต่ทุกครั้งเราก็ยังคงเห็นหลายๆ คน จากหลากหลายธุรกิจสวนกระแสฝ่าวิกฤติสร้างธุรกิจให้เติบโตและมีผลการดำเนินงานที่น่าทึ่งได้ เพราะอะไร...?

ผมเชื่อว่าท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจย่อมมีคนคิดสวนกระแสที่มองเห็นมุมมองใหม่ๆ และต้องการสร้างความแตกต่างเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ในภาวะตกต่ำ แต่ท้ายสุดแล้วคนกลุ่มนี้จำนวนมากก็ติด “กับดัก” ของเสียงส่วนใหญ่ที่คัดค้านเพราะไม่เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะสำเร็จได้ในภาวะเช่นนี้

คนที่กล้าคิดต่างแต่เดินไปไม่สุดทางจึงกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่เก็บตัวอยู่ในมุมสงบ หวังรอให้มรสุมทางเศรษฐกิจผ่านพ้นไปเสียก่อนแล้วค่อยออกมาหาทางหนีทีไล่ใหม่ ซึ่งเป็นหนทางที่คนส่วนใหญ่ทำกัน การเติบโตของเราจึงใกล้เคียงกับคนอื่นๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น เศรษฐกิจดีก็เติบโตได้ตามค่าเฉลี่ย เศรษฐกิจย่ำแย่เราก็พลอยตกต่ำไปด้วยเหมือนบริษัทอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามค่าเฉลี่ยอีกเช่นกัน

หลายๆ ครั้งเราจึงได้แต่เสียดายที่พบว่ามีคนที่คิดคล้ายๆ กันแต่เขาตัดสินใจเดินหน้าฝ่าวิกฤติไปโดยไม่ฟังเสียงคนอื่นและประสบความสำเร็จได้จริงอย่างที่ฝันเอาไว้ ลบคำสบประมาทของคนอื่นที่ไม่เชื่อในแนวทางของเขาที่แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากเราเลย

สิ่งที่น่าคิดก็คือเหตุใดเราจึงปล่อยให้วิถีทางธุรกิจของตัวเราเองต้องไปขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่จากภายนอก ซึ่งทำให้เรามีข้อจำกัดในการเติบโตได้ตาม “ค่าเฉลี่ย” แล้วค่อยๆ ลดตัวตนที่เรามี หรือจิตวิญญาณที่เคยมีความกล้าและความแตกต่างที่อาจผลักดันให้เราประสบความสำเร็จในแนวทางของตัวเองได้

วันหนึ่งเราจึงพบว่าธุรกิจของตัวเองนั้นมีมาตรฐานที่เทียบเคียงบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่น่าคิดว่ามาตรฐานนั้นมาจากตัวเราเองจริงๆ ในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจ หรือมาจากการตัดสินของคนภายนอกที่เราปล่อยให้เขามากำหนดมาตรฐานขึ้นเองโดยที่เราไม่รู้ตัว

หากเรามีความฝันและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็ต้องหาทางฝ่าฟันไปให้สำเร็จ อย่าหลงไปกับ “กับดักแห่งความหวังดี” ที่หลายๆ คนเฝ้าเตือนเพื่อให้เราดำเนินธุรกิจไปตามคนส่วนใหญ่ จนเราไม่อาจสร้างความเป็นตัวของตัวเองได้

ถึงแม้ว่าความฝันและเป้าหมายของเราจะเป็นสิ่งใหม่ ที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงปัญหา โอกาส และอุปสรรคที่อาจพบเจอ จนกลายเป็นความกลัวอนาคต เช่นเดียวกับคนทั่วไปที่มักกลัวในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเช่น กลัวอุบัติเหตุ กลัวเครื่องบินตก ฯลฯ จนไม่กล้าออกไปไหน

หากไม่ระงับความกลัว ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้แน่ๆ เพราะความกลัวเป็นอุปสรรคต่อความพยายาม จนทำให้เราไม่อาจดำเนินชีวิตได้ตามความฝัน ตรงกันข้ามกับคนที่หาทางพิชิตความกลัวย่อมทำให้เขากล้าลองหนทางใหม่ๆ และพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เพราะรู้ว่าทุกย่างก้าวของเขาล้วนเป็นกำไรชีวิต

หากเราไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ กลัวที่จะก้าวเดินต่อไปในภาวะผันผวน เราก็ต้องรู้จักที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านั้นด้วยการวางแผนให้รัดกุม ยิ่งกลัวมากก็ต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบมากขึ้นว่าต้องทำอะไรในเวลาใด และหากติดขัดจะมีแผนสำรองอย่างไร

ที่สำคัญความกลัวนั้นเราอาจขจัดให้มันพ้นไปจากจิตใจได้ แต่กับลูกน้องเพื่อนร่วมงานเขายังคงมีความหวาดกลัวอยู่หรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องคิดถึงเพราะเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วเราก็ย่อมต้องห่วงใยซึ่งกันและกันและร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปด้วยกันให้สำเร็จ

เมื่อมีขวัญและกำลังใจ รวมถึงมองเห็นเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน ความกลัวที่เคยมีก็ดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า