พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กล่าวในพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้สำเร็จ
การอบรมหลักสูตร "นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง" (นยปส.) รุ่นที่ 5 ถึงปัญหาของประเทศว่ามี 2 เรื่องใหญ่ คือ ความยากจนและการฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือ การคอร์รัปชัน โดยพล.อ.เปรม ได้ยกระดับปัญหาคอร์รัปชันว่ามีความร้ายแรงเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นชาติของคนไทย ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เห็นแก้ชาติบ้านเมืองช่วยขจัดการคอร์รัปชันในสังคม
พล.อ.เปรม แนะว่า "เราต้องกล้าหาญพอที่จะไม่ยกมือไหว้คนโกงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นใคร เป็นญาติพี่น้อง เป็นเพื่อนฝูงสนิทสนมกันแต่ถ้าเขาได้ร่ำรวยมาเพราะเขาโกง โกงคุณ โกงผม โกงดิฉัน
ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้เขา ผมอยากให้ทุกคนไปสอนคนอื่นให้เกลียดคนโกง ทำอย่างไรก็ได้ขอให้เกลียดคนโกง เพราะคนโกงคือสิ่งเลวร้ายที่สุดที่มีในชาติบ้านเมืองของเรา" ซึ่งหากประเทศสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ก็จะทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศดีขึ้นในสายตาชาวโลก
กระแสการต่อต้านคอร์รัปชันถือว่ามีมากขึ้นในสังคมไทย โดยล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยนั่งเป็นประธานเอง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบปัญหาการคอร์รัปชันโดยเฉพาะ โดยหวังว่าหากนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานเอง ปัญหาดังกล่าวจะลดน้อยลง โดยเฉพาะการประมูลในโครงการภาครัฐ ซึ่งเริ่มมีมากขึ้นในปีหน้าจากโครงการลงทุนต่างๆ ดังนั้นการมาดูแลโดยตรงอาจจะทำให้ข้อครหาต่างๆหรือการคอร์รัปชันลดระดับความรุนแรงลงไปได้
กรณีที่พล.อ.เปรมแสดงความเห็นในเรื่องนี้ แทบจะไม่ใช่สิ่งใหม่ใดๆ ที่พล.อ.เปรมเคยกล่าวถึง เพราะได้กล่าวทุกครั้งและทุกสถานการณ์ถึงปัญหานี้ แต่คำกล่าวของพล.อ.เปรม ก็เป็นเพียงการกล่าวเตือนหรือเรียกร้องให้มีการรณรงค์เท่านั้น ซึ่งก็เช่นเดียวกับกรณีของพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะนั่งดูแลปัญหานี้โดยตรง แต่ก็ถือว่าเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้นในช่วงรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ แต่ยังไม่มีมาตรการถาวรออกมาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งหากการเมืองเปลี่ยนแปลง ปัญหาเดิมก็จะกลับอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันสำหรับสังคมไทย คือ กลไกในการป้องกันและแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีกฎหมายหรือองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการคอร์รัปชัน แต่การดำเนินคดีหรือการติดตามตรวจสอบดำเนินไปอย่างล่าช้า และในบางกรณีถึงระดับที่ตามไม่ทันกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นหากจะมีการแก้ไขอย่างจริงจังจำเป็นต้องทบทวนสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราเชื่อว่าขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) หรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็กำลังพิจารณาในส่วนนี้
เราเห็นว่าปัญหาคอร์รัปชัน หาใช่เรื่องการรับรู้ของคนไทยว่าเป็นสิ่งสร้างปัญหาให้กับสังคม ไม่ใช่เรื่องไม่มีกฎหมายหรือองค์กร แต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติจริงต่อปัญหานี้ เราหวังว่าสปช.หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศจะหาทางแก้ปัญหาได้ หากเราต้องการแก้เรื่องนี้อย่างจริงจัง เราเชื่อว่าปัญหาคอร์รัปชันนับวันจะมีความซับซ้อนมากขึ้นตามกิจกรรมของคนในสังคม หากเราไม่มีกลไกที่ดีพอ ก็เชื่อว่าในอนาคตก็จะได้ยินการออกมารณรงค์ในลักษณะนี้นับครั้งไม่ถ้วน






