หากจะปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง สิ่งแรกๆ ที่จะต้องทำคือต้องทำให้ประชาชน เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ
อย่างกว้างขวางในทุกระดับ
และหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำทันทีคือ การแก้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ซึ่งยังมีช่องว่างช่องโหว่อยู่มากมาย จนไม่อาจจะตอบสนองเป้าหมายของการทำให้เกิด freedom of information หรือการเปิดเสรีข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง
เมื่อชาวบ้านตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการผ่านข้อมูลไม่ได้ เมื่อประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลอย่างจริงจัง ก็ไม่อาจจะทำให้ผู้มีตำแหน่งที่จะโกงกินหวั่นเกรงหรือถูกจับว่าทำผิดกฎหมายได้
เคยมีมติคณะรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานของรัฐทั้งหลายปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เกิดผล เหตุผลหนึ่งคือมีแต่นโยบาย แต่ไม่ให้งบประมาณเพิ่ม และไม่มีการติดตามผลงาน อีกทั้งยังไม่มีการเอาจริงกับสิ่งที่เรียกว่า “ตัวชี้วัดความสำเร็จ” ของหน่วยงานรัฐแต่ละแห่งภายใต้นโยบายนั้น
งานวิจัยของ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และ ดร.ธิปไตร แสละวงศ์ แห่งสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาแห่งประเทศไทย(TDRI) วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไม่มีประสิทธิภาพเป็นเพราะ
พ.ร.บ.ฉบับนั้นเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ “วิจารณญาณ” ว่าจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับการร้องขอก็ได้ เพราะ “ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย” ถูกตีความกว้างมาก ไม่มีกรอบหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานรัฐจะใช้พิจารณา
อีกทั้งบทบัญญัตินี้ยังสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่รัฐ พิจารณาเลือกที่จะปกปิดข้อมูลมากกว่าการเปิดเผย
เพราะกฎหมายกำหนดลงโทษการเปิดเผยข้อมูลที่ห้ามเปิดเผย แต่ไม่กำหนดบทลงโทษสำหรับการไม่เปิดเผยข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามกฎหมาย
และแม้ว่าในทางปฏิบัติมีช่องทางที่จะลงโทษ เจ้าหน้าที่ที่ปกปิดข้อมูลที่ต้องเปิดเผย แต่บทลงโทษกรณีนี้กลับเบากว่าบทลงโทษ สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลที่กฎหมายสั่งห้ามเปิดเผย
เจ้าหน้าที่รัฐเลือกที่จะ “เอาตัวรอด” และ “ปลอดภัยไว้ก่อน” จึงทำให้ข้อมูลที่ประชาชนควรทราบไม่ปรากฏต่อสาธารณชนเท่าที่ควร
และยังมีปัญหาว่าการพิสูจน์ว่าข้อมูลใดควรเปิดเผยนั้น ต้องผ่านกระบวนการของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนร้องขอ) ใช้เวลาค่อนข้างนาน
และแม้จะมีคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการชุดนี้แล้ว ก็ไม่ถือ “เป็นที่สุด” เพราะไม่มีอำนาจลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือออกคำสั่งโดยตรงต่อหน่วยงานของรัฐ
แต่ต้องอาศัยหน่วยงานต้นสังกัด หรืออำนาจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดขึ้นเลย
ข้อเสนอของคณะวิจัยนี้จึงควรจะได้รับความสนใจอย่างจริงจัง นั่นคือแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เริ่มด้วยคำว่า “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” เป็น “ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ” เพื่อกินความกว้างขึ้น
อีกทั้งให้การคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลโดยสุจริต และเพิ่มโทษผู้ที่จงใจปกปิดข้อมูลข่าวสารให้แรงกว่าผู้เปิดเผยข้อมูลโดยสุจริต
ควรเพิ่มประเภทของข้อมูลที่ต้องเปิดเผยโดยอัตโนมัติของหน่วยงาน เช่น งบการเงินรายปี แผนนโยบายและผลการพิจารณาโครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อสาธารณชน
ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและสัญญาสัมปทานต้องเปิดเผยโดยอัตโนมัติทุกกรณี แทนที่จะเปิดเผยผ่านเว็บไซท์ตามมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น
ต้องให้สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) อิสระจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง คล้ายกับ สตง. และ ป.ป.ช. โดยมีแหล่งเงินทุนและบุคลากรให้เพียงพอ เพื่อจะได้บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่
ที่สำคัญที่สุดจะต้องกำหนดเป็นกฎหมายและนโยบายทุกระดับชั้น ว่าการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะเป็น “หน้าที่” ไม่ใช่ “ภาระ” อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
การไหลเทอันเสรีของข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ที่จะทำให้เราแก้ปัญหาของบ้านเมืองทุกวันนี้ได้









