วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันโลกตกต่ำจังหวะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน

จากบทความตอนที่แล้วเล่าถึงสงครามราคาน้ำมันยุคใหม่ เป็นการทำสงครามแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด

ระหว่าง องค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) และสหรัฐอเมริกา ที่มีการผลิตน้ำมันดิบจากหินดินดาน (shale oil) เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนการผลิตน้ำมันดิบ (รวม NGLs) โดยเฉลี่ย 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ ได้ประมาณ 13 ล้านบาร์เรลต่อวันแซงหน้าประเทศซาอุดีอาระเบียไปแล้วรวมถึงประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศนอกกลุ่มโอเปกก็มีการส่งออกน้ำมันเป็นจำนวนมากทำให้เกิดอุปทานล้นตลาด ในมุมของด้านอุปสงค์International Energy Agency (IEA) ได้ปรับประมาณการอุปสงค์น้ำมันดิบปีหน้าลดลง 230,000 บาร์เรลต่อวันเหลือ 93.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยคาดว่าจะมีการใช้น้ำมันน้อยลงในประเทศรัสเซียและกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่าร้อยละ 80 ในราคาบวกพรีเมียม ก็เริ่มนำเข้าน้ำมันดิบจากหินดินดานจากสหรัฐอเมริกาในราคาที่ถูกกว่า ถึงแม้ว่าตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกานั้นห้ามไม่ให้ส่งออกน้ำมันดิบ ยกเว้นส่งออกไปประเทศแคนาดาและเม็กซิโกในบางกรณี แต่กรณีน้ำมันดิบจากหินดินดานที่มีคุณสมบัติเบามาก (ultra-light crude) และมีการปรับปรุงคุณภาพผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Stabilizer” ด้วยหอแยกไอระเหยในน้ำมันให้น้ำมันสามารถขนส่งได้อย่างปลอดภัย โดยน้ำมันที่ผ่านกระบวนการนี้เรียกว่า “processed condensate” ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและอนุญาตให้ส่งออกได้ จึงมีการส่งออกน้ำมันส่วนนี้ไปทวีปเอเชีย แย่งส่วนแบ่งตลาดจากกลุ่มโอเปกที่เคยยึดครองส่วนแบ่งการตลาดทางฝั่งทวีปเอเชียเป็นจำนวนมากไปส่วนหนึ่ง ทำให้ประเทศกลุ่มโอเปกนำโดยซาอุดีอาระเบีย จัดโปรโมชันให้ส่วนลดครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกตกต่ำจนไม่มีทีท่าว่าจะไปสิ้นสุดที่เท่าไร

ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ก็ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ทำสถิติราคาต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ 55.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ไปอยู่ที่ 61.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล งวดส่งมอบเดือนม.ค. 2558 ณ ปิดตลาดวันที่ 15 ธ.ค. 2557 กลายเป็นสถิติต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง ราคาน้ำมันโลกตอนนี้ทำสถิติใหม่รายวันเลยทีเดียว ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มบริษัทน้ำมันทั่วโลกปั่นป่วนไปหมด รวมถึงหุ้นกลุ่มบริษัทน้ำมันในประเทศไทยอีกด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก กล่าวว่ากลุ่มโอเปกจะไม่ลดกำลังการผลิตลงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงถึง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอ็กซอนโมบิล บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงไปไกลถึง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทก็ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งหุ้นของบริษัทเอ็กซอนโมบิลก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมูลค่าตลาด (market cap) หล่นมาเป็นอันดับสามของโลก เสียตำแหน่งให้กับ บริษัทไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีมูลค่าตลาดเป็นอันดับสองของโลกหลังจากที่เคยถูกบริษัทแอปเปิลแซงขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วนักวิเคราะห์บางสำนักก็มองไปถึงว่า บริษัทกูเกิล (Google) อาจจะมีมูลค่าตลาดมากกว่าเอ็กซอนโมบิลในไม่ช้านี้อีกด้วย

โดยปกติเมื่อราคาน้ำมันถูกลงอาจจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก เพราะมีต้นทุนทางพลังงานต่ำลงและจะมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันก็จะปรับตัวขึ้นไปสู่ภาวะสมดุลตามกลไกตลาด โดย U.S. Energy Information Administration (EIA) ของสหรัฐอเมริกา ก็มีการวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เฉลี่ยปีหน้า จะอยู่ที่ประมาณ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ยปีหน้า จะอยู่ที่ประมาณ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทน้ำมันหลาย ๆ แห่ง ต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำมันดิบโลกตอนนี้ ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นตลาดหมีในระยะ 6 เดือนถึงหนึ่งปีข้างหน้า

ในจังหวะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างหนักในตอนนี้ก็มีหลาย ๆ ประเทศ เริ่มผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานกันครั้งใหญ่ เช่น ประเทศมาเลเซีย อินเดีย และ อินโดนีเซีย ที่ประกาศลดละเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อลดภาระทางการเงินของรัฐบาลอีกระลอก จะนำไปสู่การลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไกตลาดโลกอย่างสมบูรณ์ดังนั้นช่วงราคาเนื้อน้ำมัน ณ โรงกลั่น ที่อิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ซึ่งปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบก็จะเป็นจังหวะยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันโดยที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไม่เพิ่มสูงขึ้นมากนัก

สำหรับประเทศไทยที่หลายๆ คนสงสัยว่าทำไมราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไม่ปรับตัวลดลงเป็นสัดส่วนเดียวกับการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก เหตุผลก็คือราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยมีโครงสร้างทางภาษีและกองทุนน้ำมันที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันตลาดโลก แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ในแง่ของกองทุนน้ำมันที่มีการเก็บเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยไม่ลดราคาขายปลีกในสัดส่วนเดียวกับการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก เนื่องจากก่อนหน้านี้ช่วงกลางปีนี้ฐานะกองทุนน้ำมันเคยติดลบถึงประมาณ 9,157 ล้านบาท

ดังนั้น ช่วงราคาน้ำมันลดลงนี้ก็เป็นโอกาสที่จะใช้หนี้กองทุนน้ำมันไปเรื่อยๆ โดยจัดเก็บเพิ่มเติม จนขณะนี้กองทุนน้ำมันกลับมาบวกเป็น 12,539 ล้านบาท ขณะที่ราคาเนื้อน้ำมัน ณ โรงกลั่นฯ ก็มีการปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก ดังนั้น การลดราคาน้ำมันขายปลีกช้ากว่าราคาน้ำมันตลาดโลกนั้น บริษัทน้ำมันไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่เป็นกองทุนน้ำมันนั้นได้ประโยชน์ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศ

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2557 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีมติปรับราคาพลังงานในประเทศไทยอีกครั้ง โดยปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 1 บาท กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลิตรละ 2 บาท (ยกเว้น แก๊สโซฮอล์ อี 85 ลิตรละ 20 สตางค์) และเห็นชอบการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม ตอนแรกคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นการปรับลดครั้งใหญ่สูงสุดถึงลิตรละ 10 บาท โดยแทบจะไม่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแต่ก็เป็นเพียงแค่ข้อเสนอเท่านั้น เนื่องจากช่วงนี้ราคาน้ำมันยังไม่มีความชัดเจน มีความผันผวนสูงจึงยังต้องเก็บเงินกองทุนน้ำมันเพื่อเป็นกลไกรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันหากเกิดราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและสามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทนหากสถานการณ์มีความแน่นอนก็อาจจะลดราคาน้ำมันขายปลีกลงอีกถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลใช้จังหวะและโอกาสนี้เดินหน้า ปรับโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อสร้างความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง