มนุษย์เราส่วนใหญ่มักจะอยากรู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร ดังนั้น พอถึงใกล้สิ้นปีก็จะมีบรรดาผู้รู้ต่างๆ พยายามคาดเดา
พยากรณ์มองอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในปีข้างหน้า หมอดู โหราจารย์ ทั้งหลายก็จะเริ่มออกคำพยากรณ์สำหรับปีหน้า ในขณะเดียวกันผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างๆ ก็พยายามมองหาแนวโน้มสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ผมเองไม่ใช่นักพยากรณ์และไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็อ่านข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง และพอจะเห็นแนวโน้มทางด้านการบริหารและเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับปี 2015 (ในความคิดของผม) เราลองมาดูกันนะครับ
คำคำหนึ่งที่กลายเป็นคำฮิตขึ้นมาในช่วงปีที่ผ่านมาและจะกลายเป็นแนวโน้มสำคัญต่อทั้งด้านการบริหารและเทคโนโลยี คือ Internet of Things หรือ (IoT) ความหมายของเจ้า IoT ก็คือการที่อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างชาญฉลาดผ่านทางโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้จะสามารถสื่อสารระหว่างกันได้เองโดยอัตโนมัติ และจะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของเรา
เราเองเริ่มเห็นผลกระทบของเจ้า IoT กันบ้างครับ แต่คาดกันว่าในปีหน้าและปีต่อๆ ไป อุปกรณ์ต่างๆ จะมีการเชื่อมต่อกันมากยิ่งขึ้น Gartner ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้าน IT ชั้นนำถึงขั้นพยากรณ์ว่าในปี 2020 จะมีอุปกรณ์หรือเครื่องมืออย่างน้อย 26,000 ล้านชิ้น ที่เป็น Internet of Things
กระแสของ Internet of Things มาแรงถึงขั้นที่ปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael E. Porter ต้องเขียนบทความลงในวารสาร Harvard Business Review เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพียงแต่ตามประสานักกลยุทธ์ Porter ก็เรียกใหม่ให้ชัดเจนขึ้นว่าเป็น Smart, Connected Products
นอกจากนี้ Porter ยังได้เขียนไว้อีกครับว่าเจ้า Smart, Connected Products เหล่านี้จะทำให้โครงสร้าง และรูปแบบการแข่งขันของอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปได้อย่างไรบ้าง และจะช่วยทำให้องค์กรเกิดการได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างไร ทั้งการเลือกใช้ Smart, Connected Products ที่เหมาะสม การเลือกใช้ระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ดังนั้นท่านผู้อ่านลองติดตามข่าวเกี่ยวกับ Internet of Things ดูนะครับว่าในปี 2015 แนวคิดนี้จะกระจายและแพร่หลายกันมากขึ้นจนกระทั่งเป็นแนวโน้มที่สำคัญเลยหรือไม่
แนวโน้มประการที่สอง ที่น่าสนใจสำหรับปี 2015 คือการเติบโตขึ้นของพวก Gen Z ครับ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือพวกที่เกิดหลังปี พ.ศ.2536 (โดยประมาณ) หรือถ้าดูที่อายุก็กลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 21 ปีลงมา (บางตำราก็ใช้ปี พ.ศ. 2543 หรือกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี) ในอดีตเพียงแค่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะนิยมศึกษากันแต่คนกลุ่มที่เป็น Gen Y หรือ Millennials แต่ปัจจุบันกลุ่มคนที่เกิดหลังพวก Gen Y จะเริ่มเป็นที่จับตามองของนักการตลาดมากขึ้น
กลุ่มคน Gen Z นั้น จะถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีแบบ on-demand ทำให้เป็นกลุ่มคนที่ขาดความอดทน ขาดการวางแผน อีกทั้งเป็นกลุ่มคนที่เริ่มที่จะคำนึงหรือคิดถึงความสำเร็จในอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อยๆ กลุ่มคน Gen Z ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ทั้งการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือ YouTube ในการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ หรือ การเรียนรู้วิชาต่างๆ ผ่านหลักสูตรออนไลน์ หรือ การทำงานร่วมกับเพื่อนผ่านทางออนไลน์ หรือ การอ่านตำราเรียนผ่านทาง Tablet หรือที่ผมเจอกับตนเองกับเด็ก Gen Z ที่บ้านคืออ่านหนังสือเตรียมสอบผ่านทาง Smartphone!!! และที่สำคัญคือเด็กกลุ่มนี้ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจกันมากขึ้น สังเกตได้จากการประกวดแผนธุรกิจต่างๆ ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเอง ที่ปัจจุบันกลุ่มเด็กมัธยมจำนวนมากที่เริ่มมีแนวคิด หรือวิธีคิดของตนเอง และเริ่มส่งแผนเข้าประกวดกันมากขึ้น (ไม่ใช่เพียงเด็กมหาวิทยาลัยแบบที่เราเข้าใจ)
หลายองค์กรในต่างประเทศเริ่มที่จะมุ่งผลิตสินค้า บริการ รวมทั้งการโฆษณาเพื่อจับคนกลุ่ม Gen Z กันมากขึ้นแล้ว อีกทั้งพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ก็เริ่มเป็นที่จับตาและศึกษากันมากขึ้น ดังนั้น เรื่องใหม่ๆ สำหรับอนาคตนั้น คงจะไม่อยู่ที่พวก Gen Y กันอีกต่อไปแล้วนะครับ แต่เราจะต้องขยับไป Gen Z แล้ว
สุดท้ายแล้วดูเหมือนแนวโน้มของ Internet of Things กับการเติบโตของคน Gen Z จะสอดคล้องกันนะครับ เนื่องจากบรรดา Smart, Connected Products นั้น จะเกิดและขยายจำนวน ปริมาณขึ้นได้ก็เพราะคน Gen Z นั้นเองครับ
ลองเฝ้าติดตามต่อไปนะครับว่าทั้งเรื่อง IoT และ Gen Z จะเป็นแนวโน้มสำคัญสำหรับปี 2015 กันจริงหรือไม่









