ความเห็นหลากหลายที่มีการแสดงออก จากสมาชิกสภานิติบัญญัติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมไปถึงนักวิชาการ
และนักศึกษาว่าด้วยรูปแบบการเมืองใหม่ ย่อมสะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยที่มีความหมายมาก
บางคนบอกว่าความเห็นบางอย่างเป็นเรื่อง "ฟุ้ง" บ้าง "เว่อร์" บ้าง แต่ผมกลับเห็นว่านี่เป็นการให้การศึกษาสำหรับสังคมไทยที่น่าสนใจและควรแก่การสนับสนุนอย่างยิ่ง
เพราะขณะที่ นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าต้องการเห็น "ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าสูตรที่ว่านี้เป็นอย่างไร
แม้นายกฯเองก็ยอมรับว่าท่านไม่แน่ใจว่า "ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" ที่ท่านอยากเห็นนั้นมีรูปร่างหน้าตาและเนื้อหาอย่างไร จึงอยากให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าช่วยกันเสนอวิธีการ ที่จะนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและที่สอดคล้องกับความเป็นคนไทย
บางคนบอกว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกเช่น อเมริกา หรือยุโรป ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับประเทศอื่นเสมอไป และหากจะวิเคราะห์กันให้ถึงแก่นแล้ว ก็จะเห็นว่าแม้ในอเมริกาเอง สิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยก็ยังไม่ได้มีความเสมอภาคเท่าเทียมและเป็นธรรมในทุก ๆ ด้าน
ปัญหาผิวและระบบความยุติธรรมที่ยังมีปัญหาในอเมริกา ก็ยังทำให้มีการจลาจลวุ่นวายในหลาย ๆ เมือง อย่างกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคนผิวดำไม่พอใจคำตัดสินของคณะลูกขุน ที่ไม่ฟ้องตำรวจผิวขาวที่ยิงเยาวชนผิวดำเสียชีวิต
ไทยเราได้ลอกเลียนระบบการเมืองทั้งแบบอเมริกา อังกฤษ และเยอรมัน มาใช้ผสมผสานหลายครั้งหลายครา และได้เขียนรัฐธรรมนูญที่เคยถือว่า "สมบูรณ์ที่สุด" ในแง่การถ่วงดุลอำนาจทุก ๆ ฝ่ายแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ยังมีปัญหาของการตีความและการกล่าวหาเรื่อง "เผด็จการรัฐสภา" หรือ "เผด็จการเสียงข้างน้อย" กันอยู่ทุกวันนี้
ในความเห็นของผม ไม่มีรัฐธรรมนูญที่ "สมบูรณ์" ไม่ว่าสำหรับประเทศไหน มีแต่รัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องมีอำนาจตรวจสอบทุกฝ่ายได้ และกติกาการถ่วงดุลอำนาจเพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่งนั้น ก็จะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองและความพร้อมของสังคมในแต่ละจังหวะของการพัฒนาด้วย
ดังนั้น ข้อเสนอต่าง ๆ ที่เราได้ยินจากหลาย ๆ ฝ่ายทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องน่ายินดีและควรจะต้องรับฟัง เปิดเวทีให้กว้าง ให้ทุกฝ่ายได้เสนอทางออกเพื่อสังคมอย่างกว้างขวาง ไม่ควรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกมองว่านำเสนอในเรื่องเพี้ยน ๆ ที่เป็นไปไม่ได้ หรือชี้นิ้วกล่าวหาว่าคนนั้นคนนี้เสนอเพราะมี "ธง" อะไรอยู่ในใจ
ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ทุกคนย่อมจะมีความเชื่อหรือ "ธง" ของตน ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมองว่าความคิดเห็นของตนเท่านั้นที่จะเลอเลิศกว่าของคนอื่น
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง หรือเลือกผ่านรัฐสภา
ไม่ว่าจะมีสภาเดียวหรือสองสภา
ไม่ว่าผู้แทนราษฎรจะเลือกตั้งด้วยระบบพวงเล็กพวงใหญ่ หรือสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งหรือคัดสรร หรือผสมผสาน
ไม่ว่าจะใช้ระบบ party list แบบเยอรมันหรือแบบไทยครั้งก่อน ๆ
ไม่ว่าจะให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคหรือไม่ และจะต้องมีวุฒิการศึกษาปริญญาอย่างไร
และไม่ว่าคนเป็นนายกฯ จะต้องเป็น ส.ส. หรือไม่ หรือเป็น "คนนอก" ได้หรือเปล่า
หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านการลงประชามติก่อนประกาศใช้หรือไม่
ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ล้วนเป็นหัวข้อสำคัญที่ควรจะต้องมีการถกแถลงกันอย่างเปิดเผยกว้างขวาง เพราะกติกาใหม่ในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่างกันใหม่นี้ จะเป็นการทดสอบอีกครั้งหนึ่งว่าเราจะสามารถเขียนให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า จะต้องเดินไปในทิศทางไหนเพื่อไม่ให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะความขัดแย้งได้อย่างไร
นี่เป็นจังหวะเหมาะเจาะที่สังคมไทยจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องอนาคตของประเทศชาติอย่างกว้างขวางและโปร่งใส ไม่จำกัดแต่เพียงสมาชิก สนช. และ สปช. หรือกรรมาธิการทั้งหลายทั้งปวงเท่านั้น
หากแต่จะต้องมีเวทีชาวบ้านในทุกตำบลทุกอำเภอ ที่จะร่วมกันเสวนาหาทางออกภายใต้หัวข้อที่เป็นหลักของการร่างรัฐธรรมนูญและปฏิรูป โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่แบ่งสี ไม่แบ่งพวก มีเป้าหมายตรงกันว่าจะต้องช่วยกันรณรงค์ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ลงท้ายภาคประชาชนจะต้องมีอำนาจสูงสุดในการขับเคลื่อนบ้านเมืองไปสู่ระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
และเป็น "ประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน" อย่างแท้จริง






