วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถนนสู่เศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัล(2) : "บ(ร)อดแบน(ด์)แห่งชาติ"ยังความเร็วต่ำ

ลองกลับไปทบทวนความจำอ่าน "นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ" ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีสมัย

รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2553

กำหนดเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2558 อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะครอบคลุมประชากรไม่ต่ำกว่า 80% และภายในปี 2563 จะต้องครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95% ยังเป็นความฝันที่ห่างไกลความเป็นจริงมาก

ความเป็นจริงคือ จำนวนครัวเรือนไทยที่เป็นสมาชิกหรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากผู้ให้บริการหลัก 3 ราย คือ บริษัท ทศท. จำกัด(มหาชน), กลุ่มทรู และ กลุ่มจัสมิน ในปีนี้ยังมีแค่ประมาณ 5 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 25% เท่านั้นเอง

การเนรมิตรให้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เกิดขึ้นจริงในเร็ววันทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีใหม่กับอายุของรัฐบาลชุดนี้ที่มีเวลาทำงานอีกไม่เกิน 1-2 ปีข้างหน้า จึงไม่ควรเริ่มต้นเสียเวลากับการถกเถียงกันว่า โครงสร้างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะประกอบด้วยหน่วยงานอะไร, การออกกฎหมายใหม่ๆ ที่ข้าราชการตั้งแท่นไว้เกือบ 10 ฉบับ จะเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ฯลฯ

ลองกลับไปปัดฝุ่นนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติที่ผ่านคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่พ.ย. 2553 ในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อัตราการเร่งลงมือปฏิบัติทำให้เกิดขึ้นจริงตามแผนสวยหรูยังมี "ความเร็วต่ำ" มากๆ ไม่ใช่ "ความเร็วสูง" ตามชื่อแผนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

ไม่อยากจะโทษว่าเป็นเพราะนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลมาจากคนละพรรคจะไม่ยอมทำงานต่อเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนหรือไปอ้างเหตุปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในช่วงปี 2553-2554 ที่มีความวุ่นวายทางการเมือง และปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาเจอน้ำท่วมใหญ่ แล้วมาปี 2556 ปลายปีต่อมาถึงปี 2557 เจอปัญหาการชุมนุมยืดเยื้อของกปปส.ไปอีก

แต่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในยุครัฐมนตรีชื่อ "จุติ ไกรฤกษ์" ที่เป็นเจ้าภาพหลักในการผลักดันนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติผ่านคณะรัฐมนตรี และยังมีการตั้งคณะกรรมการอีกชุดขึ้นมา เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือ KPI แต่ดูเหมือนว่าพลาดเป้าไปเป็นส่วนใหญ่ แล้วในยุครัฐมนตรีไอซีทีคนต่อมา "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครธรรพ" แทบไม่มีเวลาสานต่อนโยบายนี้ต้องไปสะสางปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าเสียมากกว่า

ไม่อยากจะไปถามว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือถูกลงโทษในการทำงานไม่ได้ตาม KPI ระหว่าง "นักการเมือง" หรือ "ข้าราชการ" ที่ไม่สามารถทำได้ตามแผนบรอดแบนด์แห่งชาติตั้งแต่ปี 2553 แต่มาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายในการเร่งสปีดนำประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล อย่าแค่สร้างความฮือฮาจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลให้ภาคเอกชนเกิดอาการกระดี่ได้น้ำขึ้นมาอีกครั้ง

ดูแล้วนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลน่าจะเป็นภาพใหญ่กว่านโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติมาก แต่หากกลับไปสู่วังวนเดิมหลังจากรัฐบาลออกนโยบายใหญ่ แล้วปล่อยให้ไปอยู่ในมือของข้าราชการอีกครั้ง หากไม่มีกลไกพิเศษในการผลักดันนโยบายใหญ่ขนาดนี้หรือนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ เพียงแต่พูดแล้วผ่านไปก็ไม่น่าจะมีความหวังมากนักกับการเกิดขึ้นของ "เศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัล" ที่เป็นจริงได้

ยังไม่ค่อยอยากจะไปตั้งความคาดหวังไว้สูงเกินไป กับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (กลัวฝันสลาย) แต่อยากจะให้นายกฯประยุทธ์ลองปัดฝุ่นนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติที่ร่างกรอบใหญ่ๆ ไว้ดีพอสมควร แล้วใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่สั่งการหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือระดมเงินงบประมาณทำให้เสร็จตามเป้าหมายเดิมให้ได้

เป้าหมายใหญ่ๆ ของนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ เมื่อพ.ย. ปี 2553 ที่ยังไม่ใกล้เคียงความจริง

1.ขยายบรอดแบนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมประชากรไม่ต่ำกว่า 80% ภายในปี 2558 และไม่ต่ำกว่า 95% ภายในปี 2563 ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 Mbps

2. ประชาชนสามารถได้รับบริการบรอดแบนด์ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

-ขยายโอกาสด้านการศึกษาให้บรอดแบนด์ไปถึงโรงเรียนระดับตำบลทุกแห่งภายในปี 2558 และโรงเรียนทั่วประเทศภายในปี 2563

-ขยายโอกาสด้านสาธารณสุขให้บรอดแบนด์ไปถึงสถานีอนามัยทุกแห่งทั่วประเทศภายในปี 2558

-ขายไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับตำบลเพื่อให้บริการประชาชนในรูปแบบของรัฐบาลอิเล็กทอรนิกส์ภายในปี 2558

3.ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบรอดแบนด์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน,การขยายตัวของธุรกิจเชิงสร้างสรรค์,การเพิ่มมูลค่าอีคอมเมิร์ซต่อ GDP ให้เป็น 10% ภายในปี 2558

4.ยังมีเป้าหมายอีกหลายข้อ เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายวงจรติดต่อกับต่างประเทศ, การพัฒนาคอนเทนท์และโปรแกรมประยุกต์ ฯลฯ

ยังเชื่อว่าถ้านายกฯ ประยุทธ์อองปรับจูน "ความคิด" ให้เห็นภาพชัดๆ ประกาศให้โครงข่ายบรอดแบนด์เป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งรัฐมีหน้าที่จะต้องลงทุนทำให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึง เพียงพอในราคาที่เหมาะสม ภายใต้การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมจะไม่มีความลังเลใดๆ ในการทำให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2-3 ปี ให้ครอบคลุมประชากรไม่น้อยกว่า 80% ก็หรูเริ่ดมากแล้วไม่ต้องครอบคลุมภายในปี 2558

เท่าที่ทราบข้อมูลขนาดโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติคที่มีการลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา น่าจะมีระยะทางหรือขนาดแบนด์วิธรวมกันมากเกินพอ สามารถนำมาจัดระเบียบนำมารวมกันเป็น "โครงข่ายเดียว" (One Network) หรือ Backbone เดียวกันให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น

แล้วเชื่อมต่อโครงข่ายย่อยๆ ของแต่ละผู้ให้บริการเข้าด้วยกันเพื่อทำให้การเข้าถึง "อินเทอร์เน็ต" แบบความเร็วปกติทั่วไปในขอบเขตทั่วประเทศ ขยับจากประมาณแค่ 35% ให้เป็นมากกว่า 50% ได้ไม่ยาก แล้วค่อยขยายเป็น "อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง" ในพื้นที่เขตเทศบาล สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และ โรงพยาบาลได้ไม่ยาก

ควรจะรื้อฟื้นแนวคิดจะให้บริษัท ทศท. จำกัด(มหาชน),การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่างคนต่างลงทุนโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติคภาคพื้นดินที่ยังให้บริการไม่เต็มกำลัง มานั่งโต๊ะพร้อมหน้าคุยกันเพื่อเชื่อมต่อและกำหนดแผนการใช้โครงข่ายร่วมกัน รวมทั้งการวางแผนขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ในอนาคตจะได้ไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อนอีก

แล้วยังควรจะรวมไปถึงการจัดการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการบรอดแบนด์รายใหญ่ 2 ราย คือ กลุ่มทรูกับกลุ่มจัสมินที่มีความสามารถในการระดมทุนในรูปแบบกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกลุ่มทรูได้จัดตั้งระดมทุนไปได้แล้วกว่า 80,000 ล้านบาท และกลุ่มจัสมินกำลังอยู่ระหว่างการขายหน่วยลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 55,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายไฟเบอร์ออฟฟิคภาคพื้นดินที่โยงใยกันเป็นหย่อมๆ ในแต่ละพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นในจังหวัดใหญ่

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดจากการรุกรากทุกทิศทุกทางจากผู้ให้บริการจานดาวเทียมที่ไม่เสียค่าสมาชิก,เคเบิ้ลทีวีระดับชาติที่มีการลดราคาค่าสมาชิกลงเหลือเท่าเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นประมาณ 300 บาทต่อเดือน ฯลฯ ทำให้ผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีในระดับจังหวัดต้องรวมกลุ่มกันเพื่อลดต้นทุนการบริหารโครงข่ายและการออกอากาศ

โครงข่ายไฟเบอร์ออฟฟิคเหล่านี้ที่มีทั้งในรูปแบบของ Backbone ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศและบริษัท ทศท.จำกัด (ประเทศไทย) กับโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติคที่ไปถึงบ้านหรือ Last Mile ของเคเบิลทีวีท้องถิ่น หากคณะทำงานเศรษฐกิจดิจิทัลได้มองเห็น "โครงข่ายขนาดใหญ่" ที่มีการลงทุนซ้ำซ้อนมากเกินไป เชิญทุกองค์กรที่มีโครงข่ายเหล่านี้มา "จัดการ" ใหม่ให้ไม่ซ้ำซ้อนในทิศทางเดียวกันแล้วสามารถเชื่อมต่อเพื่อใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น รวมทั้งยังสามารถใช้เป็น "โครงข่ายสำรอง" เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความมั่นคงของการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวได้

อยากให้ลงมือทำทันที โดยไม่ต้องรอออกกฎหมายนับ 10 ฉบับ ไม่ต้องรอตั้งกระทรวงใหม่ การเร่งสะสางโครงข่ายเดิมแล้วสร้างเพิ่มโครงข่ายไฟเบอร์ออฟฟิคให้ไปถึงทุกครัวเรือน สามารถทำได้ไม่ยากนักจะทำให้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นทันที ประเมินกันว่าการเพิ่มขึ้นของความเร็วอินเทอร์เน็ตทุกๆ 10% จะส่งผลให้ GDP ของประเทศขยายตัว 1%