วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนวิกฤติปี 40 ก่อนวิกฤติย้อนรอย (3)

คณะกรรมการการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) มีข้อสรุปปัญหา

ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ อันเป็นปัญหาสำคัญก่อนการปะทุขึ้นของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี พ.ศ. 2540 ดังนี้

การดำเนินมาตรการแบบไม่เด็ดขาดเอื้ออำนวยให้มีการทำหนี้เสียเพิ่มเติม และเป็นปัญหายืดเยื้อ มีการบริหารผิดพลาดเพิ่มเติม จนเกิดการเสียหายแก่เงินของเอกชน เงินของธนาคารออมสินและเงินของกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นอันมาก หากได้ดำเนินการแก้ไขอย่างเด็ดขาดโดยประกาศลดทุนเพิ่มทุน และเปลี่ยนแปลงผู้บริหารโดยเด็ดขาดเสียแต่เนิ่น ๆ ก็น่าจะสกัดความเสียหายให้ลดลงได้มาก

การไม่ยอมดำเนินการลดทุนเพิ่มทุน เปลี่ยนแปลงผู้บริหารแบบตรงไปตรงมา มีผลต่อธปท. มาก ก่อนกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ธปท.เป็นสถาบันที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมีศักยภาพและมีชื่อเสียงที่ดียิ่ง ทั้งเป็นเวลานับหลายสิบปีที่ ธปท.ได้รักษาตนเองอย่างดีในฐานะเป็นสถาบันแบบมืออาชีพ ปฏิบัติงานแบบตรงไปตรงมา ปลอดการเมือง แต่ในระยะหลังผู้บริหารระดับสูงของสถาบัน ได้นำตัวเข้าไปอิงการเมืองอย่างเห็นได้ชัดเจน มีการปฏิบัติงานแบบไม่โปร่งใสและยืดเยื้อ ในกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การเป็นกรณีแรกที่มีผลให้ความน่าเชื่อถือของ ธปท.ในสายตาของประชาชนและนักลงทุนต่างประเทศลดลง ยิ่งมีกรณีการกล่าวโทษ กลต.ในขณะนั้นคือ นายเอกกมล คีรีวัฒน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าการ ธปท.ด้วย โดยผู้ว่าการธปท. ส่งไปศึกษาต่างประเทศตั้งแต่ต้นจนจบด้วยทุนของ ธปท. และเคยปฏิบัติงานเป็นพนักงานของสถาบันเดียวกัน ความน่าเชื่อถือของ ธปท. ในสายตาของสาธารณะก็ยิ่งลดลงอีก ในขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติงาน ใน ธปท. เองก็ได้แจ้ง ศปร.ว่า มีความเคลือบแคลงในการปฏิบัติงานของผู้บริหารระดับสูงของสถาบัน และยิ่งมีกรณีการกล่าวหาดังกล่าวข้างต้น พนักงาน ธปท. เองก็เกิดความไม่แน่ใจ และแตกแยกเป็นพรรคเป็นพวกไปด้วย

หากพิจารณาด้วยความยุติธรรมคงจะต้องกล่าวว่ากรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การมิใช่กรณีเดียวที่สามารถทำลายชื่อเสียง ศักยภาพ และมีผลให้ ธปท. ตกต่ำในสายตาของสาธารณชนเช่นในปัจจุบัน แต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นสาเหตุที่สำคัญมาก และผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. ที่ก่อให้เกิดเรื่องดังกล่าวข้างต้นนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องรับผิดชอบ ถึงแม้อาจไม่ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมาย แต่ก็สมควรต้องรับผิดชอบในการทำลายชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของสถาบันที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของประเทศไทยในสายตาของสาธารณชน 1/

หลังวิกฤติ 17 ปี ผู้ว่าแบงก์ชาติ 4-5 ท่านที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐมนตรีคลังบางท่านได้ผลักดันให้มีการปฏิรูประบบการเงิน การดำเนินนโยบายการเงิน ระบบสถาบันการเงินมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 17 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินของประเทศ ทั้งกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ทรัพยากรมนุษย์ การกำกับดูแลกิจการที่ดี ระบบบริหารความเสี่ยง ระบบการตรวจสอบ การเปิดเสรีธุรกิจอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร นอกจากนี้ การดำเนินงานยังได้มีการประสานยุทธศาสตร์และแผนงานภาคการเงินเข้ากับภาคตลาดทุนที่มีแผนพัฒนาตลาดทุน การกำกับดูแลให้ระบบการเงินมีความมั่นคง (Prudential Supervision) และการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปปัจจัยสำคัญสามประการ หนึ่ง คือ ต้องมีกฎหมายกำกับดูแลและกำหนดกรอบในการดำเนินนโยบายและการดำเนินงานที่ดี เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีเกือบครบถ้วนแล้ว และบางเรื่องมีมาตรฐานเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว สอง มีหน่วยงานและองค์กรที่นำกฎหมายไปบังคับใช้ให้เกิดผลที่มีความสามารถและมีประสิทธิภาพ ส่วนนี้พัฒนาดีขึ้นตามลำดับแต่ยังต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ มีระบบรองรับความผิดพลาดที่เหมาะสม เช่น การสร้างตาข่ายรองรับกรณีสถาบันการเงินล้ม ตอนนี้เราก็มีการจัดตั้ง สถาบันประกันเงินฝาก แล้วและดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

การสร้าง Financial Safety Net ทำให้แก้ปัญหา Contagion Effect หากเกิดปัญหาวิกฤติการเงินในอนาคต หรือ ป้องกัน Negative Externality ต่างๆ

ในส่วนของการกำหนดเกณฑ์ ข้อบังคับเรื่องการถือสินทรัพย์และทุน (Restrictions on asset holdings and Bank Capital Requirements) นั้นที่ผ่านมา ทีมบริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีหลักเกณฑ์และข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานสากล เหมาะสมตามสภาวะตลาดและสถานการณ์เศรษฐกิจ เป็นการลดปัญหา Moral Harzardของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกันก็เป็นข้อบังคับที่ทำให้ธุรกิจธนาคารและอุตสาหกรรมการเงินของเราสามารถแข่งขันได้ภายใต้โลกาภิวัตน์ทางการเงิน มีการกำกับดูแลธนาคารโดยการออกใบอนุญาตและการตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีคุณภาพ ระบบตรวจสอบก็ใช้หลักการ CAMELS Rating เพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นคง หากไม่มั่นคงแบงก์ชาติก็สามารถสั่งให้หยุดดำเนินการได้เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม

ที่ผ่านมาก็ได้มีข้อบังคับและหลักเกณฑ์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส (Disclosure Requirement) ของแบงก์ชาติก็มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่น ผลการประชุมของ กนง. การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย โปร่งใสอธิบายต่อสาธารณชนได้หมด ตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีการเผยแพร่ประกาศทุกสัปดาห์ รวมทั้งตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจการเงินอื่นๆ ด้วยก็มีเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้ตามกำหนดเวลาที่ชัดเจน การคุ้มครองลูกค้าสถาบันการเงินและผู้บริโภคก็มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังวิกฤติปี 2540 ปัญหาความไม่เท่าเทียมของข้อมูลข่าวสาร (Asymmetric Information) ที่ทำให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคมีข้อมูลน้อยกว่าผู้ให้กู้หรือสถาบันการเงินลดลงมาก ช่องว่างตรงนี้ลดลงมาก ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจการเงินดีขึ้น

หากพิจารณาตัวเลขทางการเงินและตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ ทุนสำรองระหว่างประเทศตอนวิกฤติสุดลงไปต่ำถึง 2-3 พันล้านดอลลาร์ ขณะนี้ทุนสำรองระหว่างประเทศขึ้นมาแตะระดับมากกว่า 190 พันล้านดอลลาร์หรือ หนึ่งแสนเก้าหมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนการขาดทุนของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในช่วงวิกฤติปี 2540 ต้องมีการค้ำประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้สถาบันการเงิน รวมทั้งความเสียหายจากการสั่งปิดสถาบันการเงิน 56 แห่งที่มีปัญหา เสริมสภาพคล่องและเข้าเพิ่มทุนสถาบันการเงินที่มีปัญหา ประมาณการเสียหายช่วงแรก 519,298 ล้านบาท ประมาณการต่อมามีความเสียหายเพิ่มเติมอีก 1.4 ล้านล้านบาท ยอดรวมความเสียหายโดยรวมประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ขณะนี้กองทุนฯจะมีภาระในการบริหารหนี้พันธบัตรกระทรวงการคลังที่ชดเชยความเสียหายให้กองทุนฯ วงเงิน 1.1 ล้านล้านบาท

12 ปีที่ผ่านมา (ระหว่างปี พ.ศ. 2541-2553 ก่อนเรามี พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู) เราชำระดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลังเฉลี่ยปีละ 50,373 ล้านบาท รวมยอดเงินจ่ายดอกเบี้ย 604,473 ล้านบาท และ เงินต้นจ่ายโดย ธปท. เฉลี่ยปีละประมาณ 20,825 ล้านบาท รวมใช้หนี้เงินต้นไปเพียงแค่ 249,898 ล้านบาท ต้องใช้เวลาอีกหลายปีจะใช้หนี้หมด แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับและตามภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งความโปร่งใสที่มากขึ้นตามลำดับ ตอนขายทรัพย์สินช่วงวิกฤติโดย ปรส. เราขายได้ราคาต่ำมากๆ นะครับ ภาระเสียหายก็เลยลดลงน้อยกว่าที่ควรจะเป็นครับ

ส่วนผลการขาดทุนไม่ใช่ปัญหาเพราะเกิดขึ้นจากความผันผวนของเงินสกุลหลักที่เราถืออยู่โดยเฉพาะดอลลาร์ และ การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากการทำหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน ค่าเงินของประเทศ

หากเราพิจารณาในมิติเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจและการผลักภาระการขาดทุนหลังวิกฤติเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจหลายประการ

ความเสียหายจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี พ.ศ. 2540 และการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ในช่วงเกิดปัญหาวิกฤตินั้น ขนาดของทุน (Equity) ของภาคเอกชนทั้งหมดมีไม่เพียงพอต่อการรองรับผลการขาดทุนที่เกิดขึ้น ผลการขาดทุนขึ้นไปแตะระดับสูงสุด 5.34 ล้านล้านบาท ขณะที่มีส่วนของทุนของภาคเอกชนไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสียหาย เจ้าหนี้และผู้ฝากเงินย่อมต้องแบกรับภาระของผลการขาดทุนนี้ด้วย แต่เนื่องจากเพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและการแห่ถอนเงินออกจากระบบสถาบันการเงินซึ่งจะยิ่งทำให้วิกฤติเศรษฐกิจลุกลามและซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงประกาศค้ำประกันเจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน การที่รัฐเข้ามาแบกภาระความเสียหายและการขาดทุนเหล่านี้ เท่ากับ การต้องนำเงินภาษีประชาชนและงบประมาณเข้ามาดูแล ความเสียหายและการขาดทุนส่วนใหญ่ได้ถูกแปลงเป็นผลการขาดทุนของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน “หนี้ของภาคเอกชน” จำนวนหนึ่งถูกแปลงเป็น “หนี้สาธารณะ”

---------------------

1/ คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) “รายงานผลวิเคราะห์และวินิจฉัย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจ” 31 มีนาคมพ.ศ. 2541

-----------------------------

บรรณานุกรม

คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) “รายงานผลวิเคราะห์และวินิจฉัย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจ” 31 มีนาคมพ.ศ. 2541 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช “เอกสารชุดวิชา เศรษฐกิจไทย” หน่วยที่ 8-15 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2544

อนุสรณ์ ธรรมใจ บทสัมภาษณ์ 17 ปีหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ พ.ศ. 2557

อนุสรณ์ ธรรมใจ เศรษฐกิจประเทศไทยพ.ศ. 2557