ภาวะขาลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขณะนี้ มีทั้งแง่บวกและลบต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นๆ เกี่ยวข้องกับน้ำมันในลักษณะไหน ในกรณีที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกนั้น การที่ราคาน้ำมันราคาลดลง ย่อมไม่เกิดผลดี เพราะรายได้ของประเทศที่เคยได้เป็นกอบเป็นกำจะเริ่มลดลง แต่ในทางตรงกันข้าม หากเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมัน ก็จะซื้อน้ำมันในราคาที่ถูกลง
หลายฝ่ายให้ความเห็นเกี่ยวกับภาวะน้ำมันขาลงว่า อาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ ที่กำลังชะลอตัวหรือเริ่มส่งสัญญาณหดตัว โดยรองประธานธนาคารกลางสหรัฐระบุว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยดันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศได้ เช่นเดียวกับประธานธนาคารกลางยุโรป ที่มองว่า สถานการณ์นี้จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมของยุโรป ขณะที่ในภาพรวมแล้วแน่นอนว่าราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน จะเป็นผลดีสำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวม รวมถึงสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างจีนกับอินเดีย
การคาดหมายเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจมีหลากหลาย บางแห่งคาดว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกช่วง 2 ไตรมาสหน้า ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอีก 0.7% และราคาน้ำมันที่ลดลง ไม่เพียงเพิ่มเงินในกระเป๋าผู้บริโภค เพราะต้นทุนของบางธุรกิจ อย่างสายการบินก็ปรับตัวลงด้วยเช่นกัน สอดคล้องกับสมาคมการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ ที่ระบุว่าราคาเชื้อเพลิงที่ลดลงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น น่าจะทำให้ในปี 2558 สายการบินต่างๆ รายงานส่วนต่างกำไรแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่า 5 ปี
แนวโน้มขาลงของราคาน้ำมันยังไม่มีใครทราบว่าจะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อใด นักวิเคราะห์หลายสำนักพากันปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกันแทบจะรายวัน มอร์แกนสแตนเลย์ระบุว่าหากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปค ไม่เข้าแทรกแซง ตลาดเสี่ยงที่จะไม่มีความสมดุล และมีแนวโน้มที่ปริมาณการจัดหาจะขึ้นถึงระดับสูงสุดในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2558 พร้อมปรับลดคาดการณ์ราคาสำหรับปีหน้าว่าน้ำมันดิบเบรนท์ในทะเลเหนือจะอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์ จากคาดการณ์เดิมที่ 98 ดอลลาร์ ในกรณีเลวร้ายที่สุดนั้นราคาอาจร่วงลงเหลือ 43 ดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปีหน้า
ดูเหมือนขณะนี้ตลาดน้ำมันยังกำลังหาจุดสมดุลใหม่หลังจากการตัดสินใจของโอเปค และการหาจุดสมดุลในปีหน้านั้นจะขึ้นอยู่กับว่ามีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยนับจากการประชุมของโอเปคเมื่อเดือนที่แล้ว ซาอุดีอาระเบียได้ลดราคาน้ำมันดิบที่ขายให้สหรัฐและเอเชีย ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการเดินหน้าทำสงครามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด เท่านั้นยังไม่พอเพราะปีหน้าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะเผชิญแรงกดดันขาลงเพิ่มเติม นอกจากปริมาณน้ำมันที่ล้นเกินในโลกแล้ว น้ำมันจากอิหร่านยังอาจกลับเข้าตลาด อีกทั้งเงินดอลลาร์ยังแข็งค่า
ในสภาพการณ์ที่การปรับตัวลงของราคาน้ำมัน ส่งผลแง่ดีแง่ลบแตกต่างกันไปในแต่ละภาคส่วนนั้น แน่นอนว่าต้องมีการปรับตัวทั้งในระดับประเทศและในส่วนของภาคธุรกิจที่ต้องจัดทำนโยบายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินไปยาวนานเท่าไร แต่ในภาพรวมนั้น ประชาชนผู้บริโภค สมควรได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลงเช่นกัน






