วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกษตรสร้างสรรค์

ประเทศไทยเราไม่ว่าจะพัฒนาไปอย่างไรก็ตาม สุดท้ายเรื่องเกษตรก็จะยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญเสมอ

ทั้งด้วยการเป็นฐานสำคัญของภาคแรงงาน ความสำคัญต่อเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และความสำคัญในเรื่องของการส่งออก

และยังมีเรื่องของการเป็นฐานเสียงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย

การเกษตรของเราจึงถูกกำหนดความสำคัญในระดับนโยบายมาทุกยุคทุกสมัย แต่หากจะหาคนรัก คนจริงใจกับภาคเกษตรจริงจัง น่าจะหาได้ยาก เกษตรไทยจึงอ่อนแอลงมาเรื่อยๆ อย่าน่าเสียดายและเสียใจ

เราจึงได้เห็นลูกหลานหลั่งไหลออกจากภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรม อาชีพรับจ้าง ตลอดจนพ่อค้าแม่ขาย รถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซต์ ฯลฯ

ไม่มีนโยบายสักเรื่องที่จะทำให้การเกษตรกลายเป็น “อาชีพ” ที่มั่นคงและยั่งยืน

วันนี้ อายุเฉลี่ยเกษตรกรไทยปาเข้าไปเลย 50 ปีกันแล้ว อีกไม่ถึง 10 ปี ก็ได้เวลาเกษียณ แต่ทำไม่ได้เหมือนพนักงานรับจ้าง ต้องก้มหน้าก้มตาทำไปจนกว่าจะหมดแรง นี่ฟังแล้วเป็นการเกษตรหรือโรงงานนรก ชักไม่แน่ใจ แถมราคาผลผลิตขึ้นลงตลอดเวลา โซนนิ่งไม่มี ฟ้าฝนไม่เคยกำหนดได้ น้ำท่าก็วิกฤตเป็นปกติ ในขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตอื่น สูงเพิ่มขึ้นทุกปี มองในภาพรวมแล้ว น่าสงสัยว่า ที่ทำอยู่นั้นเป็นเพราะ “ทนทำ” หรือ “ทำจนทนทาน”

ผมคิดว่า ตัวแปรสำคัญไม่ใช่รัฐแล้ว เพราะสิ่งที่กล่าวถึงมาข้างต้น พิสูจน์ความสามารถของรัฐได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่สมควรจะผลักดันให้เกษตรไทยแบบ “ทนทำ” ก้าวไปสู่การเป็น “เกษตรสร้างสรรค์” ได้คือ ภาคเอกชน

ซึ่งอาจเป็นสหกรณ์ บริษัท หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ก็ได้ ต้องทำกันเอง ร่วมมือกันเอง จับมือกันได้แล้ว ค่อยคิดไปหารัฐให้มาสนับสนุน ยังไม่สาย รัฐไม่ได้หายไปไหน แต่ลำพังจะรอให้รัฐช่วยอย่างเดียว เดี๋ยวจะเป็นลมแดดหมดแรงไปเสียก่อนได้

ยกตัวอย่างเรื่องเดียวคือ “ข้าว”

ปัญหาพื้นฐานของการทำนาคือ แปลงเล็ก เจ้าของกระจายตัว ไม่มีรูปแบบนาที่แน่นอน ไม่มีมาตรฐานการทำนาที่แน่นอน พันธุ์ข้าวต้องพึ่งพา ขาดความรู้เรื่องการจัดการแปลง ใช้ยาฆ่าแมลงไม่ถูกต้อง ใส่ปุ๋ยผิดสูตร ผิดขนาด ผิดเวลา ดูแลต้นข้าวไม่ถูกวิธี ฯลฯ

ถ้าจะสรุปรวบยอดเพียงวลีเดียว น่าจะเป็นเรื่องของการ “ขาดความรู้” ซึ่งอันนี้น่าช้ำใจ เพราะเรื่องทั้งหมด ใครๆ ก็รู้กันทั่ว แต่ไม่เคยแก้ไขได้ หรือไม่แน่ก็ไม่เคยคิดจะแก้ไข ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อยากจะคาดเดา

สิ่งที่น่าจะทำอย่างยิ่งคือ “การจัดรูปแปลงนาใหม่” เพื่อให้สามารถนำเอาเครื่องจักร เครื่องกลเข้าไปช่วยแรงงานได้สะดวกขึ้น อย่าลืมว่า ชาวนาแก่ตัวลงทุกปี ไม่มีเครื่องมือมาช่วย ยังไงก็ไม่ไหว

จากนั้นนำเอา “วิธีปฏิบัติที่ดี” ไปให้ชาวนาทำแบบมีรูปแบบชัดเจน พื้นที่อย่างนี้ ควรปลูกพันธุ์ใด จะเตรียมดินด้วยวิธีใด ใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่เท่าไหร่จึงจะเหมาะ หว่านหรือลงกล้าหรือหยอดหลุม ดูแลแปลงอย่างไร ต้องเข้านาบ่อยแค่ไหน ใส่ปุ๋ยในปริมาณและช่วงเวลาใดบ้าง กำจัดวัชพืชด้วยวิธีใด รวมถึง จะเก็บเกี่ยวพร้อมๆ กันในแปลงที่จัดรูปใหม่แล้วอย่างไร

สองอย่างข้างต้นจะเป็นตัวการันตีว่า ผลผลิตที่ได้มาจากการใช้ความรู้ และการปฏิบัติที่ถูกต้องอย่าง “มืออาชีพ” เกษตรกรก็จะพัฒนากลายเป็นวิชาชีพได้ มีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจเพิ่มพูนขึ้น

เรื่องรายได้ ก็จะมาจากการสร้างผลผลิตที่มีมาตรฐาน ลดต้นทุนด้วยการจัดการที่เหมาะสมนั่นเอง

การทำอย่างข้างต้น แน่นอนว่า ชาวนาสามารถรวมกลุ่มกันเอง ทำกันเองได้ในชุมชน แต่เมื่อได้ผลผลิตที่ดีมาแล้ว สมควรที่บริษัท/ผู้ค้าขาว ควรจะรับซื้อในราคาพรีเมี่ยมที่สูงกว่าข้าวที่ปลูกแบบ “ปกติ”

อาจจะเป็นในรูปของบริษัทให้ราคา “รับประกัน” ว่า ถ้าคุณภาพของข้าวได้อย่างนี้แบบนี้ จะบวกเพิ่มจากราคาตลาดเท่าไหร่ เป็นตัวเลขแน่นอน ประกาศก่อนฤดูกาลปลูกข้าว

ถ้าจะให้ดี ก็น่าที่จะมีการบอกกล่าวเล่าแจ้งให้ชาวนารับทราบก่อนเนิ่นๆ นานๆ เพื่อให้เขาตัดสินใจผ่านการประชุมร่วมกัน เพราะว่าจะทำอย่างนี้ได้แปลงนารายย่อยต้องรวมกันเพื่อจัดรูปแปลงใหม่ก่อน ซึ่งเป็นงานที่ต้องเกลี้ยกล่อมและใช้เวลาบ้าง

อย่างนี้ถึงจะเริ่มเป็นเกษตรสร้างสรรค์ ที่พัฒนาไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่ดีขึ้น

แล้วกสิกรรมถึงจะมีความเป็น “มืออาชีพ” ในความหมายร่วมสมัยมากขึ้น คือ เลี้ยงตัวได้ มีการพัฒนาตามความเหมาะสม มีศักดิ์ศรี มีความพอใจ

ส่วนถ้าอยากจะเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นไปกว่านั้นอีก น่าที่จะพัฒนาไปสู่การทำผลิตภัณฑ์ข้าวเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวพันธุ์พิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่า การจะทำอย่างนั้นได้ เกษตรกรต้องมีทรัพยากรเพียงพอเสียก่อน ไม่ใช่นึกจู่ๆ จะลุกขึ้นมาทำก็ทำได้ จะเจ๊งเอา

ทรัพยากรที่ว่า ก็มาจากการทำเกษตรสร้างสรรค์ก่อนนั่นเอง

ต้องใช้ “ความคิด” ในเชิง “สร้างสรรค์” ให้มากขึ้น เป็นหัวใจของการทำเกษตรสมัยใหม่ ที่ทั้งเลี้ยงตัวเองได้ และเลี้ยงชาวโลกได้

ที่ผ่านมา เลี้ยงชาวโลกให้อิ่ม แต่ตัวเองเป็นหนี้จนหลังอาน โรคภัยเบียดเบียน

จะปลดแอกเหล่านี้ได้ จะออกจากวงจรเหล่านี้ได้ เกษตรกรลำพังคงไม่ไหว ผมอยากเห็นภาคเอกชนยื่นมือเข้ามาทำเรื่องนี้มากๆ เนื่องจากเป็นเรื่องที่จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย รวมไปถึงผู้บริโภคด้วย ที่จะได้กินข้าวที่มาจากการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงอย่างเหมาะสม

เรื่องนี้จะเป็นฝันกลางวันละเมอไปเล่นๆ หรือเปล่า

ไม่ครับ มีคนทำจริงแล้วที่ จ.ศรีสะเกษ โดยความร่วมมือระหว่าง ธกส และข้าวตราฉัตร แม้ว่าวันนี้จะยังคงเป็นต้นแบบที่มีสเกลพื้นที่ไม่ใหญ่นัก ไม่กี่พันไร่ แต่ทุกการสร้างสรรค์ในโลกก็เริ่มจากจุดเล็กก่อนทั้งนั้น

และเรื่องการสร้างสรรค์นี้ก็คือ “นวัตกรรมการเกษตร” อันสามารถพัฒนาต่อยอดไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องซ้ำซากวนเวียนกับวงจรย่ำแย่ หากแต่ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ ทั้งคุณภาพชีวิต รายได้ และที่สำคัญคือ สุขภาพของชาวนาไทย ผู้ผลิตข้าวเลี้ยงชาวโลกมาหลายต่อหลายปี

ผมคิดว่า การทำเกษตรแบบสร้างสรรค์ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทำได้ด้วย และจุดต่อไปที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ชาวนาไทยคือ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ผ่านการจัดการที่ดี เป็นระบบ ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง

หากเราถึงจุดนั้น เราถึงควรจะภูมิใจที่ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพราะเราจะไม่ได้หลงภาคภูมิใจบนความชอกช้ำของชาวนาอีกต่อไป