ประเทศไทยในขณะนี้มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการฟ้องร้องดำเนินคดีนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ซึ่งมีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับบุคคลในระดับชาติไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้บริหารระดับท้องถิ่นที่เกิดคดีความทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงคดีเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบและคดีที่เกี่ยวกับจริยธรรม เรื่องราวของการฟ้องร้องดำเนินคดีปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องในปรากฏการณ์ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติสำหรับสังคมไทย
ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยงานของตนอาทิสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีอำนาจเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินที่ไม่ชอบ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจเกี่ยวกับการทุจริตอันเกี่ยวข้องกับกฎหมายเลือกตั้งในทุกระดับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีที่นักการเมืองกระทำความผิดทางอาญา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาสอบสวนฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดูแลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันในระดับรองลงมาจาก ป.ป.ช. หรือแม้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ที่ในทางทฤษฎีสามารถดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดต่อแผ่นดินได้ในทุกระดับ นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่มีความสามารถในการดำเนินการเอาผิดผู้กระทำความผิดในระดับต่างๆ ทั้งโดยทั่วไปและคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้น
แต่ถ้าหากจะพิจารณาหน่วยงานดังกล่าวข้างต้นจะพบว่า ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลธรรมดาหรือเจ้าหน้าที่ทั่วไป การดำเนินการสอบสวนไต่สวนก็เป็นไปตามลำดับของกระบวนการตามกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหารที่ใช้อำนาจสูงสุดของประเทศ ไม่ว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจบริหาร ประธานสภาหรือรองประธานสภาที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกาที่ใช้อำนาจตุลาการ การไต่สวนดำเนินคดีเพื่อเอาผิดเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เพราะบุคคลที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้มีอำนาจในระดับสูงที่หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนไม่สามารถมีอำนาจสั่งการได้ นอกจากนั้นหน่วยงานเหล่านั้นยังอาจถูกสั่งการตามสายงานบังคับบัญชาให้เลิกล้มยุติการดำเนินการ หรือแม้กระทั่งการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่การงาน เพื่อให้ได้คนใหม่ที่จะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะมีผลต่อตน
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดคำถามว่า เราควรจะมีผู้ที่ทำหน้าที่ไต่สวนเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้อย่างไร ในระหว่างที่เขาเหล่านั้นยังอยู่ในอำนาจ สามารถใช้อำนาจในการบริหารสั่งการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และนี่เป็นต้นความคิดในการที่จะมีหน่วยงานใหม่ที่เรียกว่า สำนักงานทนายความอิสระ หรือ Independent Legal Counsel หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า Independent Counsel
หน่วยงานที่เรียกว่า สำนักงานทนายความอิสระ (Independent Counsel Office) นี้ มีที่มาที่ไปจากแนวความคิดเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ทนายความอิสระ (Independent Counsel) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1970 ที่มีเหตุการณ์สั่นสะเทือนความไว้วางใจการใช้อำนาจบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำงานให้กับประธานาธิบดี ตลอดจนอัยการสูงสุด (Attorney General) ที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างเป็นอิสระในการสืบสวนสอบสวน อย่างเต็มที่และเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันหรือการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้มีความพยายามที่จะออกกฎหมายในลักษณะที่ให้อำนาจพิเศษกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความอิสระ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วจะมีอำนาจหน้าที่สอบสวนและไต่สวนทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยแม้แต่บุคคลที่เป็นผู้แต่งตั้งทนายความอิสระ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และไม่มีอำนาจในการห้ามให้หยุดไต่สวน การทำหน้าที่ของทนายความอิสระในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1978 จนถึงปัจจุบัน ได้ทำให้เกิดความตื่นตัวของประชาชนชาวอเมริกันที่ทำให้เกิดความสั่นสะเทือนในระดับประธานาธิบดีถึงสองท่าน คือเรื่องคดีวอเตอร์เกท (Watergate) ในสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ที่เกี่ยวกับการจารกรรมที่ทำการของพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามและคดีทางจริยธรรมที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ที่เป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) กับนักศึกษาฝึกงานในทำเนียบ โมนิก้า ลูวิน สกี้ (Monica Lewinsky) ที่ทั้งสองประธานาธิบดีต้องถูกสังคมกดดันอย่างหนัก โดยประธานาธิบดีนิกสันต้องลาออก ก่อนจะถูกถอดถอนโดยรัฐสภา (Impeachment)
ก่อนปี 1988 มีตำแหน่งงานที่คล้ายกับทนายความอิสระ เรียกว่า อัยการพิเศษ(Special Prosecutors) แต่หลังจากรัฐสภาได้ผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมภาครัฐ (Ethics in Government Act of 1988)ในปี 1988 มีความเห็นว่า คำว่าอัยการพิเศษฟังดูไม่เหมาะสม (too inflammatory) จึงเปลี่ยนเป็น ทนายความอิสระ (Independent Counsel) และการแต่งตั้งทนายความอิสระเพื่อการไต่สวนมักจะมาจากทนายความหรือนักกฎหมายที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องนั้นๆ การแต่งตั้งเป็นทนายความอิสระเป็นเรื่องคุณสมบัติเฉพาะตัว โดยองค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สามท่านของแผนกทนายความอิสระประจำเขตวอชิงตัน ดีซี (The Independent Counsel Division of the U.S. Court of Appealsfor the District of Columbia Circuit) ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาทั้งสามท่านนี้ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานศาลฎีกา(Chief of the U.S. Supreme Court)ของสหรัฐอเมริกาอีกชั้นหนึ่ง
จริงๆ แล้ว ในทางทฤษฎี ผู้ที่ทำหน้าที่ไต่สวนดำเนินคดีคืออัยการ และก็ควรเป็นอัยการที่มีความเป็นอิสระ แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่า อัยการมีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีเพราะอัยการสูงสุด (Attorney General) ก็เป็นระดับรัฐมนตรีที่ประธานาธิบดีต้องเสนอชื่อให้รัฐสภาเห็นชอบก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง เพราะฉะนั้น ในทางปฏิบัติจึงถือเป็นพันธมิตรเดียวกับฝ่ายบริหาร ที่ยากที่จะเป็นที่ยอมรับว่ามีความเป็นอิสระในการไต่สวนดำเนินคดีผู้ที่เป็นพันธมิตรของตน เพราะย่อมได้รับอิทธิพลจากฝ่ายบริหารโดยเฉพาะเรื่องที่มีมูลเหตุจูงใจในทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความอิสระแล้ว ก็สามารถดำเนินคดีได้ดังเช่นอัยการโดยทั่วไป โดยไต่สวนฟ้องร้องดำเนินคดีได้ที่เขตอำนาจศาลวอชิงตัน ดีซี (U.S. District Court for the District of Columbia) และสามารถออกหมายเรียกพยานให้มาให้การ หรือการให้ความคุ้มครองพยานก็สามารถทำได้
โปรดติดตามตอนต่อไปในวันศุกร์ที่ 19 ธ.ค. 2557






