ดูเหมือนคนไทยบางคนมีอาการลิงโลดเมื่อมีข่าวว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล หรือ Transparency International
ประเทศไทยไต่อันดับดัชนีคอร์รัปชันขึ้นมาจากปีที่แล้วได้ 35 มาเป็น 38 เต็ม 100 และขยับจากอันดับที่ 102 มาเป็น 85
แต่หากดูในรายละเอียดจะเห็นว่าเรายัง "สอบตก" อยู่ดีเพราะได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียได้เกินครึ่ง คือ 84 และ 52 ตามลำดับ
ไทยเรามาที่สามในอาเซียน แต่เป็นที่สามที่ห่างจากที่หนึ่งและที่สองพอสมควร
ดังนั้นการกระเตื้องขึ้นของการจัดลำดับ ดัชนีภาพลักษณ์การฉ้อราษฎร์บังหลวงในแวดวงราชการ จากการสอบถามนักธุรกิจที่ทำงานอยู่ในประเทศต่างๆ จึงยังไม่ใช่ "ข่าวดี" ที่คนไทยควรจะพอใจเลยแม้แต่น้อย
เพราะในภาพรวมแล้ว ปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นประเด็นที่ไม่ได้แก้ที่ต้นตอ หากแต่เป็นการส่งเสียงดังขึ้น และเป็นเพียงนโยบายของ คสช. และรัฐบาลเท่านั้น ยังไม่ได้แปลงลงมาในภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
แน่นอนว่าการสำรวจประจำปีที่ประกาศผลครั้งนี้ อาจเป็นภาพของประเทศไทยในปีที่แล้วถึงครึ่งปีที่ผ่านมา ยังไม่ได้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ดังนั้นเรายังต้องเฝ้าดูและตรวจสอบ "ของจริง" จากนี้ไปเพื่อพิสูจน์ว่าการยึดอำนาจและประกาศนโยบายปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจังนั้น จะมีผลให้เราได้คะแนนและอันดับที่ดีขึ้นอย่างไรหรือไม่
ของจริงที่ว่านี้ คือ ความพร้อมของรัฐบาลที่จะให้ภาคประชาชนเข้าไปร่วมตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่อาจจะมีช่องโหว่ให้เกิดการโกงกินงบประมาณแผ่นดินได้ และลงมือแก้กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ เพื่อไม่ให้เอื้อต่อข้าราชการและนักการเมืองที่จะใช้ดุลยพินิจของตนในการจะให้หรือไม่ให้อนุญาตเอกชนในการติดต่อกับทางการ
น่ายินดีที่รัฐมนตรีคมนาคม พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ประกาศว่าได้หารือร่วมกับ คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และมีข้อสรุปว่าจะให้องค์กรนี้เข้ามาทำงานร่วมกับกระทรวงในอันที่จะเข้าร่วมสังเกตการณ์ และเสนอแนะวิธีการปิดโอกาสของคอร์รัปชันในการดำเนินโครงการสำคัญๆ อย่างน้อย 3 โครงการ
เช่น โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีใหม่ 3,183 คัน ขององค์กรขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
กับโครงการจัดหาผู้เดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 27 กิโลเมตรของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
คุณประมนต์ บอกว่า ยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนใน 3 ประเด็น คือ ร่างข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างหรือที่เรียกว่า "ทีโออาร์" และสเปคของรถกับราคากลางในการจัดซื้อ
ความโปร่งใสเป็นหัวใจของการป้องกันการคอร์รัปชัน ซึ่งหมายความว่าทางการจะต้องเปิดเผยข้อมูลทุกด้านอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน และหากภาคประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้โดยจะต้องไม่มีรายละเอียดส่วนใดเป็น "ความลับทางราชการ" อีกต่อไป จึงจะถือได้ว่ามีความ "จริงใจ" ในการป้องกันการโกงกินอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
หากทำอย่างนี้ได้จริง คะแนนของประเทศไทยในการจัดลำดับปีต่อๆ ไปจะต้องไม่ต่ำกว่า 50 และเป้าหมายคือบ้านเมืองเราต้องสะอาดสะอ้านไม่แพ้สิงคโปร์และมาเลเซีย







