วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เฝ้ามองจ้องตาไม่กะพริบ เศรษฐกิจปีหน้าฟื้นหรือฟุบ

ขณะที่ภาครัฐพยายามเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนกลับมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถทำได้รวดเร็วประดุจเสกมนต์

ให้ร้ายกลายเป็นดีภายในชั่วพริบตา แม้กระทั่งความพยายามขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีให้มาช่วยดันเศรษฐกิจและสร้างโอกาสความเท่าเทียมของประชาชน ทุกระดับชั้นไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลปืนเที่ยงเพียงใด หากนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีก็ยังต้องใช้เวลา หาใช่เสกปุ๊บได้ผลปั๊บรวดเร็วดั่งว่า รัฐบาลขอเวลาแก้ไขกฎหมาย ขอปรับระบบก่อนจะเริ่มดำเนินการปี 2558 เมื่อดำเนินการไปแล้วต่อให้ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขวางกั้นก็ยังต้องรอคอยเวลาเก็บรับผลสัมฤทธิ์ แต่แน่นอนว่างานทุกงานย่อมมีอุปสรรคซึ่งจะมากหรือน้อยก็เป็นเรื่องที่ต้องฟันฝ่า


ขณะที่ภาคเอกชนก็ฝากความหวังส่วนหนึ่ง ไว้กับการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติที่หากรัฐบาลและเอกชนสอดประสานขานรับกันได้ดี เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็ควรจะขยับขึ้นๆ โดยในส่วนของดิจิทัล อีโคโนมี เอกชนสายไอทีและโทรคมนาคมฝากข้อเสนอแนะแก่รัฐไว้เช่น สมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย (ทีฟิท) หวังให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลประกอบด้วย 4 ด้านคือ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไอซีที 2.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3.พัฒนาบุคลากร และ 4.ปฏิรูปกระบวนการทำงานภาครัฐ พร้อมระบุประเด็นที่เร่งด่วนที่สุดคือการสร้างความพร้อมด้านอินฟราสตรักเจอร์ บุคลากร และปรับแก้กฎหมาย รวมถึงกระบวนการทำงานระบบราชการเพื่อให้การดำเนินงานเดินหน้าไปได้เร็วที่สุด

ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ ภาคเอกชนคาดหวังได้เห็นความจริงจังและจริงใจในการขับเคลื่อนแผนงาน มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน มากกว่าแค่นโยบายบนกระดาษดังที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะการสร้างเนชั่นแนลบรอดแบนด์เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึงทุกครัวเรือน ผลักดันการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค รวมไปถึงสร้างเนชั่นแนลบรอดแบนด์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยเครือข่ายใยแก้วใต้ทะเล ที่สามารถเชื่อมโยงกับหลายปลายทาง พร้อมปั้นไทยเป็นศูนย์กลางการส่งข้อมูลระดับเออีซี

พร้อมกันนี้ นักการเงินการธนาคารต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเศรษฐกิจปีหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมาก ทั้งการฟื้นตัวของภาคส่งออก การเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ตลอดจนความเห็นต่อรัฐธรรมนูญที่ร่างแรกน่าจะชัดเจนช่วงไตรมาสที่สองของปีหน้า ซึ่งส่งผลต่อความแน่นอนทางการเมืองและย่อมต้องมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เศรษฐกิจไทยจะทะยานไกล หรือหยุดลงความหวังทั้งปวงฝากไว้ที่รัฐบาล ส่วนภาคเอกชนนั้นก็คงเฝ้าระมัดระวัง และทำได้อย่างมากที่สุดคือประคับประคองสถานการณ์ไว้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ พร้อมจ้องมองตาไม่กะพริบ