วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองเศรษฐกิจไทยปี 2558 และปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

จากข้อมูลรายเดือนในช่วงที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นบ้าง

แต่ตัวแปรต่างๆ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจว่ายังคงมีอยู่มากการบริโภคสินค้าคงทนที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่องการส่งออกที่เติบโตอย่างเชื่องช้า และระดับการลงทุนที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำล้วนเป็นแรงฉุดภาพรวมเศรษฐกิจไทยให้ยังไม่สดใส แม้นักเศรษฐศาสตร์ต่างก็เชื่อกันว่า เรากำลังอยู่บนขาขึ้นของวัฏจักรเศรษฐกิจแล้วก็ตาม

เมื่อมองไปไปข้างหน้า ตัวแปรชี้นำในระยะสั้น เช่น ราคาสินค้าเกษตรกรรมที่ตกต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ขึ้นๆ ลงๆ รวมถึงการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำกว่าปกติ สะท้อนว่าการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศจะยังคงอ่อนแอต่อไปอีกระยะหนึ่ง หลายหน่วยงานต่างทยอยปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด IMF ได้ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโต DP ของไทยในปีนี้เป็น 1% ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง

หากมองไปถึงสภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2558 หลายคนมีความหวังว่าจะมองเห็นภาพที่ดีขึ้น เรามาลองพิจารณาดูกันว่า แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจปีหน้าจะมาจากไหน

รายงานของ IMF ฉบับล่าสุดชี้ว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางมากขึ้น ประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2558 ถูกปรับลดลงจากที่เคยคาดว่าจะโต 4% มาเป็น 3.8% นอกจากนั้น โอกาสของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 4 ไตรมาสข้างหน้ายังมีค่าเพิ่มขึ้นในกลุ่มยุโรป และลาตินอเมริกาสิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความเปราะบางของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้น

ประเด็นที่สำคัญที่มีการหยิบยกมาพูดกันมากขึ้นในแวดวงเศรษฐศาสตร์มหภาคของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็คือ สภาวะทางเศรษฐกิจซบเซาที่เกิดจากอุปสงค์อ่อนแรงผิดปกติ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า Secular Stagnation ในสภาวะดังกล่าว ระบบเศรษฐกิจจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติได้โดยมาตรการกระตุ้นแบบปกติ การอ่อนแรงของอุปสงค์ที่ผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากมุมมองและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ลดลงของคนในระบบเศรษฐกิจ การกลัวที่จะเผชิญกับความเสี่ยง หรือการมีหนี้ในระบบเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง

IMF บอกไว้ว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะยุโรปและญี่ปุ่น มีความเสี่ยงที่จะประสบกับสภาวะ Secular Stagnation มากขึ้นในปัจจุบันแม้การส่งออกทางตรงของไทยไปยังกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วดูเหมือนจะสัดส่วนไม่สูงมากเมื่อเทียบการส่งออกไปในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ความเชื่อมโยงการค้าทางอ้อมผ่านห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศยังมีอยู่ในระดับสูง

นอกจากการส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่หลังวิกฤติปี 2540 การส่งออกยังเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทอื่นอีกมาก งานวิจัยโดย ดร.ชัยพัฒน์พูนพัฒน์พิบูลย์ และคณะ (2552) พบว่าการส่งออกส่งผลต่อ “การเพิ่มผลิตภาพการลงทุนและการจ้างงาน และมีผลต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายใน” กลุ่มนักวิจัยพบว่ามูลค่าเพิ่มของการส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 35.8 ต่อ GDP จากข้อมูลในปี 2008 ก่อนวิกฤติ “การส่งออกสร้างงานจำนวนมากทั้งในภาคส่งออกโดยตรงและภาคเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง” โดยจากข้อมูลก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 กิจกรรมส่งออกเกี่ยวข้องกับการจ้างงานถึง 2.73 ล้านคน หรือคิดเป็น 48.5% ของการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น การส่งออกจึงเชื่อมโยงกับอุปสงค์ภายในประเทศอย่างมากดังนั้นเมื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง ประกอบกับแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต่างๆ ยังไม่ค่อยสดใส ความคาดหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตที่ระดับศักยภาพ 4 - 5% คงจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย

มองไปไกลมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากปัญหาเชิงโครงสร้างเราอาจประสบกับการชะลอตัวลงของการเติบโตในระยะยาวหากไม่มีการ “ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทย” อย่างจริงจัง ในปัจจุบันปัจจัยการผลิตที่เป็นสินค้าทุนถึงจุดอิ่มตัวในกระบวนการผลิต สังคมชราภาพที่นับวันก็จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นซึ่งทำให้ขาดแคลนแรงงานมากขึ้น และในขณะที่เราก็ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้

ปัญหาใหม่ทางด้านอุปสงค์ก็อาจเกิดขึ้นได้ สืบเนื่องมาจากระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นการมีหนี้เพิ่มขึ้นนอกจากจะแสดงถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นแล้วอาจส่งผลต่อดุลยภาพของการบริโภคในระยะยาวของครัวเรือนไทยอาจเปลี่ยนแปลงไปซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศยุโรปและญี่ปุ่นที่อุปสงค์ภายในประเทศมีความอ่อนแอ ให้การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนอยู่ระดับต่ำในระยะยาว

ปัญหาสุดท้ายที่น่ากังวลใจก็กลับมาที่เรื่องการส่งออก ในปัจจุบันการฟื้นตัวได้ช้าของการส่งออกไทยมีจากทั้งสาเหตุระยะสั้นและระยะยาว‘ซ้อนกัน’ซึ่งเราสามารถแยกผลได้ยากในช่วงเศรษฐกิจโลกไม่ดีสาเหตุระยะสั้นมาจากการที่ประเทศคู่ค้ามีเศรษฐกิจที่อ่อนแอในขณะที่สาเหตุระยะยาวเกิดจากความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตของไทยลดลง มันคงจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย หากเราพบว่าการส่งออกของเรายังไม่ฟื้นเมื่อวันหนึ่งที่เศรษฐกิจโลกได้ฟื้นไปแล้ว

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง? ปัญหาทางด้านอุปทานแก้ได้โดยการนำเอาเทคโนโลยีมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ IMF ได้แนะนำเอาไว้ว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกควรมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตในระยะยาวโดย 1. ลดการแทรกแซงและเพิ่มความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน (เช่น ใช้กลไกตลาดในการกำหนดค่าจ้าง และกำหนดค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายพื้นที่) 2.ส่งเสริมธรรมาภิบาล (ทั้งรัฐและเอกชน) และ 3. สนับสนุนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาทางด้านอุปสงค์ที่เป็นผลมาจาก Stagnation นักเศรษฐศาสตร์มหภาคได้บอกเอาไว้ว่า ปัญหาการอ่อนแรงที่ผิดปกติของอุปสงค์ภายในประเทศสามารถแก้ได้โดยการดำรงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้เป็นลบ และการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไปเพิ่มศักยภาพในระยะยาวของประเทศ

คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมา “ปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทย” กันอย่างจริงจังเสียทีเราทุกคนคงไม่อยากเห็นระบบเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ และติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางตลอดไป