ในขณะที่นักวิเคราะห์ผู้รู้และนักวิชาการต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์ร่างกฎหมายภาษีมรดกกันเอิกเกริกมีน้อยท่านที่วิจารณ์
ถึงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ที่ควงแขนกันออกมาพร้อมกัน หรือที่เรียกกันว่าร่างกฎหมายภาษีการรับให้ร่างกฎหมายนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะคนรวยแต่น่าจะกระทบทั้งคนรวยคนเกือบรวยคนเกือบจนและคนจนกันทั่วหน้าจึงขอถือโอกาสนำมาคุยที่นี้
ว่ากันโดยย่อร่างกฎหมายภาษีการรับให้นี้จะมีผลดังนี้
(1) เมื่อพ่อแม่ให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์แก่ลูกที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
(2) เมื่อ (ก) บุพการี (แปลว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายาย)ให้เงินได้โดยการอุปการะเลี้ยงดูหรือให้โดยเสน่หาแก่ลูกหลานที่สืบสายเลือดแท้ๆ หรือ (ข) เมื่อผู้สืบสันดาน (แปลว่าลูกหลาน (เฉพาะลูกของลูก) เหลน (เฉพาะลูกของหลาน) ผู้สืบสายเลือด)ทดแทนบุญคุณให้เงินได้โดยการอุปการะบุพการีหรือให้โดยเสน่หาบุพการีหรือ (ค) คู่สมรสอุปการะหรือให้โดยเสน่หาแก่คู่สมรสของตน
(3) เมื่อบุคคลที่ไม่ใช่บุพการีผู้สืบสันดานหรือคู่สมรสให้เงินได้โดยการอุปการะหรือให้โดยเสน่หาเนื่องจากในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น
สรรพากรจะอาศัยอำนาจตามร่างกฎหมายนี้เก็บภาษีจากมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ตามข้อ (1) และเงินได้ตามข้อ (2) และข้อ (3) โดยผ่อนผันไม่คิดภาษีในมูลค่าสิบล้านบาทแรกที่ได้รับต่อปีแต่มูลค่าของเงินได้ส่วนที่เกินต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าหรือ 5% แล้วแต่ผู้เสียภาษีจะเลือกตามอัธยาศัย (ความจริงส่วนลดหย่อนสิบล้านบาทนั้นควรปรับตัวเลขทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อเหมือนกับประเทศอื่นๆ เพราะค่าเลี้ยงดูค่าเล่าเรียนค่าอยู่อาศัยค่ารักษาพยาบาลก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี)
(4) เมื่อมีผู้บริจาคเงิน (ให้โดยเสน่หา) โดยแสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่าให้ใช้เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนากิจการศึกษาหรือกิจการสาธารณประโยชน์ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ท่านเจ้ากระทรวงการคลังจะกำหนดโดยกฎกระทรวงเงินได้นั้นก็จะได้รับการยกเว้นภาษีการให้
เมื่อพิจารณาดูร่างกฎหมายนี้ก็น่าเป็นห่วงดังต่อไปนี้
(ก) การ“ให้สิทธิครอบครอง”ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถือเป็นเงินได้ตามร่างกฎหมายนี้ จะรวมความถึงการที่ผู้อุปการะให้อยู่อาศัยในบ้านเรือนคอนโดมิเนียมหรือที่ดินด้วยหรือไม่เพราะการให้อาศัยเป็นสิทธิที่อาจตีมูลค่าเป็นเงิน ถ้าร่างกฎหมายนี้ปล่อยให้เรื่องนี้คลุมเครือ (ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือพลั้งเผลอก็ตาม) ก็อาจเป็นการเปิดอุโมงค์ยักษ์ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจบังอาจประกอบมิจฉาชีพใช้ดุลพินิจการตีความว่าการที่พ่อแม่ให้ลูกหรือลุงป้าให้หลานมาอาศัยอยู่ในร่มเงาหลังคาเรือนนั้นจะต้องประเมินเป็นเงินได้ตามร่างกฎหมายนี้มีมูลค่าเท่านั้นเท่านี้เมื่อมีมูลค่าเกินสามหมื่นบาท ผู้อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กเด็กแดงหรือคนชราก็ต้องยื่น ภ.ง.ด. เมื่อลูกเล็กเด็กแดงคนชรานั้นไม่ได้ยื่น ภ.ง.ด. ภายในกำหนดก็ ... แอ่น แอ๊น ... หรือจะทะเลาะกันไปในชั้นศาลหรือถ้าเจ้าหน้าที่ประเมินว่ามูลค่าที่ให้อยู่อาศัยนั้นสูงมากเพราะบ้านใหญ่หรือที่นากว้างขวาง ก็ทำให้มูลค่าของเงินได้ที่ได้รับสูงขึ้นเพิ่มภาระการเสียภาษีการรับให้มากขึ้น
(ข) การที่ปู่ย่าตายายพ่อแม่บุญธรรมลุงป้าน้าอาพี่น้องหรือผู้ใจบุญให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์แก่ (ก) ลูกนอกกฎหมาย (ข) ลูกบุญธรรม (ค) พี่น้อง (ง) หลานเหลน (จ) ลูกสะใภ้ (ฉ) ลูกเขยและ (ช) บุคคลที่ตนอุปการะเลี้ยงดูอยู่คนที่ได้รับทรัพย์ดังกล่าวจะหน้าที่เสียภาษีในเงินได้ที่ได้รับตามอัตราก้าวหน้าจาก 5 - 35% โดยไม่มีการลดหย่อนเลยเป็นต้นว่าพ่อแม่เสียชีวิตปู่ย่าจึงให้หลานมาอยู่อาศัย รับเด็กที่ถูกทอดทิ้งมาอยู่อาศัยหรือพ่อแม่ไปทำงานหรือขายแรงงานที่ต่างประเทศหรือที่ต่างจังหวัดลุงป้า น้าอาจึงรับหลานมาอยู่ด้วยหรือคนใจบุญอนุเคราะห์ที่อยู่อาศัยให้คนยากไร้ การช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูแบบนี้เป็นการบรรเทาหน้าที่ของรัฐในการเลี้ยงดูประชาชนให้เขามีที่อยู่อาศัยมีโอกาสเป็นคนดีไม่เป็นโจรผู้ร้ายกลายเป็นภาระของสังคมการที่เขาเหล่านี้ขาดบิดามารดาก็เป็นกรรมหนักหนาที่เขาต้องรับอยู่แล้วหากผู้อุปการะเลี้ยงดูเขาจะโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์ให้ไม่ว่าจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยใช้เป็นที่ทำมาหากินหรือให้ทำเรือกนาไร่สวนรัฐไม่ควรไปเก็บภาษีเขาอีก
(ค) การที่ไปเก็บภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูที่บุพการีดูแลลูกหลานหรือคู่สมรสดูแลกันโดยหักค่าลดหย่อนสิบล้านบาทเป็นเรื่องแปลกใหม่ในวัฒนธรรมไทยซึ่งคาดหวังให้ (กฎหมายก็กำหนดให้) พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูบุตรหลานโดยไม่จำกัดจำนวนเงินอยู่แล้วรัฐไม่ควรไปคอยดักตีหัวลูกหลานของเขาเก็บภาษีจากเงินได้ที่พ่อแม่ให้ลูกหลานถ้าในปีใดบุตรหลานหรือเหลนคนหนึ่งคนใดป่วยหนักมีค่ารักษาพยาบาลมากมายแต่เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้อื่นๆ (เช่นค่ากินอยู่ค่าเล่าเรียนค่ารักษาพยาบาลมูลค่าของการให้อาศัยอยู่ในบ้านเรือนคอนโดมีเนียมหรือที่ดิน) แล้วเกินสิบล้านบาทบุตรหลานชาวไทยผู้น่าสงสารต้องเสียภาษีในส่วนที่เกินอีก ท่านครับขอบิณฑบาตยกเว้นภาษีที่เก็บจากค่ากิน ค่าอยู่ค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาลจะได้ไหมครับ?
การที่ร่างกฎหมายนี้กำหนดว่าถ้าคู่สมรสเขารักและดูแลกันเป็นเงินเกินสิบล้านบาทต่อปีเมื่อไร สรรพากรจะขอเอี่ยวด้วยการเก็บภาษีจากเงินได้ส่วนที่เกินสิบล้านบาทซึ่งคู่สมรสเขาให้แก่กันด้วยความรักนั้นยิ่งประหลาดใหญ่ทั้งวัฒนธรรมกฎหมายและหลักศาสนาต่างๆ ก็หวังให้คู่สมรสรักกันดูแลกันเต็มที่โดยไม่คำนึงที่ตัวเงิน การที่สรรพากรจะขอเอี่ยวเก็บภาษีความรักแบบนี้ จะบั่นทอนสถาบันครอบครัว ถ้าเขารักกันเขาจะให้ทรัพย์สินแก่กันเองปีละเท่าไร ไม่ว่าจะใช้สินสมรสหรือสินส่วนตัวจ่ายให้กัน ก็ไม่ควรไปยุ่งกับเขาหรือไปเก็บภาษีเขาเพราะจะทำให้คู่สมรสต้องคอยจดรายการว่าปีนี้ฉันให้เธอเท่าไรแล้วถ้าปีนี้ฉันให้เธอเกินสิบล้านบาทแล้วเธอจะมีเงินเสียภาษีไหมจ๊ะ?ถ้าข่าวภาษีรักนี้ออกไปสู่สื่อต่างประเทศคงจะเป็นที่เฮฮากันทั่วโลก
ถ้าสภาผ่านร่างกฎหมายนี้เป็นกฎหมาย อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคอยดูแบบกะพริบตาไม่ได้คือจะออกกฎกระทรวงเรื่องการให้โดยเสน่หา (คือ การบริจาค)เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนากิจการศึกษาหรือกิจการสาธารณประโยชน์อย่างไร ท่านจะจัดระเบียบเรื่องการบริจาคเงินต่างๆ นี้หรือไม่ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ไม่จบกันง่ายๆ เพราะเกี่ยวข้องกับความศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ เงินจำนวนมหาศาล และพุทธพาณิชย์ซึ่งเป็นเรื่องแทงใจชาวพุทธส่วนใหญ่อยู่แล้วร่างกฎหมายนี้น่าจะกระทบคนมากกว่าภาษีมรดกจริงๆ ครับ






