ในที่สุด ณ ระดับราคาน้ำมันที่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่รัฐดาโกต้าเหนือ
ของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ราคาขาย Shale Oil ซึ่งขุดเจาะน้ำมันได้จากหินชั้นดินดานอยู่ที่ราคา 49.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในขณะที่แหล่งผลิตน้ำมันในที่อื่นๆเช่นที่โคโรลาโดและเท็กซัสมีการประกาศราคาน้ำมันที่มีส่วนลด(Discount) อย่างมากจากราคาอ้างอิงเบรนท์ทะเลเหนืออยู่ที่ 69.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเวสต์เท็กซัส (WTI) มีราคาอ้างอิงล่าสุดอยู่ 66.47 ดอลลาร์ โดยบริษัทผู้ผลิตน้ำมันที่ไวโอมิงบอกว่าจะประกาศราคาน้ำมันที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถ้าเบรนท์มีราคาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์
สถานการณ์ราคาน้ำมันในสหรัฐ ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วขณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว แต่ราคาที่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์อาจมีแนวโน้มที่ลดต่ำลงอีก หากยังมีการทุ่มขายน้ำมันออกมาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าสถานการณ์น้ำมันกำลังท่วมโลกอยู่ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าราคาอาจจะปรับลดลงได้อีก หากสิ่งที่ซีอีโอและประธานของ EXXON Mobil ได้คาดการแนวโน้มราคาน้ำมันในสหรัฐอาจจะลงลึกไปถึง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นจริงขึ้นมา ก็อาจจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวและยืนในระดับต่ำต่อเนื่องไปถึง 2 ปีอย่างน้อยหากสถานการณ์ด้านความต้องการน้ำมันหรือดีมานด์โน้มต่ำลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังถดถอย และตกต่ำในปีนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปี 2015-2016
แม้แต่นายสแตนเลย์ ฟิทเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด บอกว่าไม่มีความกังวลใจใดๆ ต่อเรื่องที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดต่ำลงในขณะนี้ ตรงกันข้ามราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนมีมากขึ้น ทั้งนี้ความคิดเห็นของนายฟิทเชอร์เป็นหนึ่งในสองความคิดที่เห็นสอดคล้องกันกับสมาชิกในบอร์ดของเฟดที่เชื่อว่า การที่ราคาน้ำมันดิ่งลงลึกนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและช่วยให้เกิดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยนัยสำคัญในคำพูดดังกล่าวก็คือเร่งกระตุ้นความต้องการบริโภคของประชาชนทั่วโลกซึ่งเป็นเพียงความหวังเดียวที่เหลืออยู่หากการบริโภคครัวเรือนฟื้นก็จะผลักดันให้เศรษฐกิจโลกค่อยๆฟื้นตัวได้
นอกจากนี้ประธานธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) นายมาริโอ ดรากี ประกาศว่าจะช่วยชาวยุโรปต่อสู้กับภาวะเงินฝืด โดยได้เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสฯ ว่าจะตัดสินใจเรื่องความจำเป็นในการฟื้นเศรษฐกิจ ของกลุ่มยูโรโซนเพิ่มเติมภายในต้นปีหน้า ซึ่งอีซีบีจะคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 0.05% เนื่องจากเงินเฟ้อในปี2014ได้ลดลงต่ำกว่าคาดการณ์ในปี2015ที่ 1.3% ถึงครึ่งหนึ่งลงมาอยู่ที่ระดับ 0.7% อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อปัจจุบันของยุโรปอยู่ที่ 0.5%เท่านั้น โดยนายดรากีกล่าวว่าหากมีความจำเป็นที่จะต้องจัดการปัญหาเงินเฟ้อระดับต่ำที่มีความยืดเยื้อ ก็จะเป็นการส่งสัญญาณต่อมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของอีซีบีในต้นปีหน้านี้
ส่วนนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีความเห็นว่าการร่วงลงของราคาน้ำมันส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมแต่อาจจะสร้างความเสียหายต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์บางประเทศ ซึ่งหากราคาน้ำมันดิ่งลง 30% ก็มีแนวโน้มว่าจะส่งผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วราว 0.8% ทั้งนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งลงมาแล้ว 40%นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีนี้ โดยได้รับแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันที่มีระดับสูง พร้อมกับเตือนประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปก)ถึงการดิ่งลงของราคาน้ำมันดิบอาจสร้างความเสียหายรุนแรงโดยเฉพาะรัสเซีย อิหร่าน เวเนซุเอลา และไนจีเรีย ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเปราะบาง
นับจากนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามากที่สุด แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลดีถึงไทยด้วยในฐานะที่เป็นประเทศที่นำเข้าถึงปีละ 12%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(จีดีพี) แต่การที่เงินเยนร่วงลงแตะ120.06ต่อดอลลาร์เมื่อวันศุกร์อาจส่งผลต่อความผันผวนต่อเงินทุนไหลเข้า-ออก






