นับเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปค ประชุมกันนัดสำคัญที่สุดในรอบหลายปี
และตัดสินใจหลังจากการเจรจาอย่างเคร่งเครียดนานหลายชั่วโมง ว่าจะคงเพดานการผลิตไว้ที่วันละ 30 ล้านบาร์เรล ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการตัดสินใจจากการประชุมนัดนี้อาจเป็นเหมือนชัยชนะสำหรับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย เพราะมีทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศอยู่มากพอรองรับราคาที่ลดลงได้ ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำก็จะเปิดโอกาสให้โอเปครักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้
ปริมาณการจัดหาที่มีมากกว่าความต้องการ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงก่อนที่ขยับขึ้นมา จนสู่ระดับมีเสถียรภาพ โดยหลังจากการตัดสินใจของโอเปค ราคาน้ำมันในตลาดนิวยอร์กดิ่งลงกว่า 7 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ระดับ 66.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2552 ล่าสุดวานนี้ (4 ธ.ค.) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 67 ดอลลาร์ จนบางฝ่ายมองว่าความผันผวนของราคาอาจถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แต่ก็มีที่คาดการณ์ว่าราคาจะลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า
การปรับตัวลงของราคาน้ำมัน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยประเทศในซีกโลกตะวันตกนั้น ราคาน้ำมันที่ลดลงถือเป็นข่าวดี เพราะจะทำให้ประชาชนมีอำนาจซื้อมากขึ้น อันเป็นสิ่งที่อาจมากกว่าบางมาตรการที่ทางการคลอดออกมาเสียอีก กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ระบุว่าราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงตั้งแต่เดือนมิ.ย. อาจส่งผลเสียต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แต่โดยรวมแล้วเป็นสิ่งดีสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะเสียเงินค่าพลังงานน้อยลง พร้อมชี้ว่ามีแนวโน้มที่เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมจะขยายตัวเพิ่มอีก 0.8% เพราะประเทศเหล่านี้ล้วนนำเข้าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป หรือจีน
ด้านธนาคารกลางสหรัฐก็ยินดีเช่นกัน ที่ราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง โดยประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์กมองว่า ราคาน้ำมันที่ลดต่ำเป็นแง่บวกสำหรับเศรษฐกิจ เพราะคนอเมริกันจะได้นำเงินที่เหลือจากค่าน้ำมันไปจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ ยังน่าจะส่งเสริมให้ธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ผ่อนคลายทางการเงินได้มากขึ้น อันจะส่งแง่บวกโดยรวมกลับมาถึงเศรษฐกิจโลกได้
ในส่วนของประเทศในเอเชียนั้น รัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซียระบุว่ากำลังทบทวน นโยบายด้านพลังงานและจะประสานกับกระทรวงการคลัง เพื่อคำนวณและหาราคาที่มีประสิทธิภาพสำหรับพลังงานที่ได้รับเงินอุดหนุน ภายใต้หลักการที่ว่าราคาที่ได้รับการอุดหนุนนั้นจะต้องไม่สูงกว่าราคาตลาด ปัจจุบันอินโดนีเซียกำหนดราคาพลังงานในประเทศต่ำกว่าราคาตลาดโดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุนส่วนต่าง แต่เมื่อเดือนที่แล้วอินโดนีเซียเพิ่งประกาศขึ้นราคาพลังงานไป 30%
ในภาพรวมแล้วการลดลงของราคาน้ำมันดิบ เป็นผลดีแก่เศรษฐกิจของหลายประเทศในระดับหนึ่ง ในแง่ที่ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และหลายภาคส่วน กระนั้นยังไม่ชัดเจนว่าราคาจะอยู่ระดับไหน และเป็นระยะเวลานานเท่าไร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การปรับแนวทางให้สอดคล้องกับทิศทางในโลกก็เป็นสิ่งที่หลายประเทศต้องคำนึง และอาศัยจุดดีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาส่งประโยชน์ให้ถึงมือประชาชน พร้อมไปกับวิเคราะห์ถึงแนวโน้มในอนาคตด้วย






