วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชอปปิ้งออนไลน์สีสันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เทศกาลจับจ่ายของขวัญช่วงคริสต์มาส และปีใหม่นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนรอคอยกันมาตลอดทั้งปี

ในอเมริกาเทศกาลนี้มักเริ่มต้นขึ้นหลังวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย.โดยวันศุกร์ถัดไป ที่เรียกว่าวันแบล็คฟรายเดย์ ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าชั้นนำจะจัดโปรโมชั่นลดราคากระหน่ำแห่งปี เพื่อดึงลูกค้าให้มาชอปปิงที่ห้างจนเกิดเป็นข่าวดังถึงการแย่งชิงสินค้าให้เห็นทุกปี

จากนั้นก็จะเป็นวันซื้อของออนไลน์ ที่เรียกว่าวันไซเบอร์มันเดย์ เป็นวันที่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอย่าง อะเมซอน กรุ๊ปปอง และร้านค้าออนไลน์ต่างแข่งขันกันลดราคาสินค้าเพื่อดึงนักช้อปให้หันมาใช้ความสะดวกจากการชอปปิงออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการจัดส่งสินค้าให้ฟรีอีกด้วย

ในปีนี้ร้านค้าได้ขยายเทศกาลไซเบอร์ชอปปิงออกไปเต็มสัปดาห์ เกิดเป็นไซเบอร์วีค และลดความแรงของวันไซเบอร์มันเดย์ไปโดยปริยาย

ปีนี้พบว่า ยอดการซื้อสินค้าในช่วงสุดสัปดาห์ของแบล็คฟรายเดย์กลับลดลงจากปีที่แล้วถึง 11% ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากการระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย ประกอบกับร้านค้ามีการจัดโปรโมชันต่อเนื่องอยู่แล้วจึงไม่สามารถสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้ามากนัก

การประมาณยอดขายจาก อาโดบี ซิสเต็ม พบว่า ในวันไซเบอร์มันเดย์เพียงวันเดียว มียอดขายสินค้าสูงถึง 2,290 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้คนชื่นชอบการชอปปิงสินค้าผ่านออนไลน์ ในขณะที่ไอบีเอ็ม อะนาไลติคส์ เสริมว่าตัวเลขการเติบโตของไซเบอร์มันเดย์อยู่ที่ 8% มีการใช้งานผ่านโมบายสูงขึ้น 38.3% คิดเป็นยอดซื้อต่อออร์เดอร์ที่ประมาณ 131 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 4,200 บาท)

แนวโน้มตัวเลขการเติบโตของอีคอมเมิร์ซอย่างอะเมซอน ได้สร้างความกังวลให้กับรีเทลสโตร์ใหญ่อย่างวอลมาร์ท ทาร์เก็ต และเบสท์บาย จนทำให้รีเทลรายใหญ่เหล่านี้ต้องปรับกลยุทธ์ออนไลน์ให้สามารถเพิ่มการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของสโตร์ให้มากขึ้น แทนที่จะปล่อยโอกาสให้กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคู่แข่ง โดยในปีนี้สโตร์และร้านค้าต่างเปิดขายสินค้าและทำโปรโมชั่นออนไลน์กันอย่างเข้มข้น

ตัวอย่างเช่น วอลมาร์ท ดอท คอม ทำโปรโมชั่นออนไลน์ 5 วันนับแต่วันขอบคุณพระเจ้า ไปจนถึงไซเบอร์มันเดย์ มีการดูหน้าเว็บกว่า 1,500 ล้านครั้ง ผู้เยี่ยมชมผ่านโมบายถึง 70% วอลมาร์ทจึงได้ขยายเวลาของไซเบอร์เดย์ออกมาจนถึงวันนี้ (5 ธ.ค.) โดยจัดดีลต่อเนื่องทุกวัน วันละ 500 ดีล ทำให้ไซเบอร์มันเดย์ในปีนี้สามารถสร้างยอดขายให้วอลมาร์ทได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนทาร์เก็ต ตอกย้ำถึงความสำเร็จจากยอดขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ทาร์เก็ต ดอท คอมว่า เฉพาะในวันขอบคุณพระเจ้าเพียงวันเดียวได้สร้างยอดขายสูงสุดให้กับเว็บไซต์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ขณะเบสต์บาย ดอท คอม ถึงกับใช้งานไม่ได้อยู่นานถึง 90 นาที เนื่องจากระบบรองรับแทรฟฟิคที่มาจากโมบายไม่ทัน

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มรีเทลใหญ่ในอเมริกาต่างเตรียมตัว และพร้อมแข่งขันกับคู่แข่งจากระบบอีคอมเมิร์ซอย่างอะเมซอน หรืออีเบย์ และอาจรวมถึงอาลีบาบาโดยการใช้กลยุทธ์ดิจิทัลและลงทุนกับระบบออนไลน์ที่จำเป็นและเพียงพอต่อการแข่งขัน

ขณะที่อีกฟากโลกหนึ่งนั้น การฉลองเทศกาลจับจ่ายของจีนได้เริ่มขึ้นไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. หรือที่เรียกว่า"วันคนโสด" ผ่านเว็บอีคอมเมิร์ซของกลุ่มอาลีบาบาที่ทำยอดขายมากที่สุดในโลก

ในวันที่ 11 เดือน 11 ยอดการซื้อสินค้าผ่านอาลีบาบาสูงถึง 9,300 ล้านดอลลาร์ (หรือ 57,100 ล้านหยวน) เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 58% โดยในจำนวนนี้มีการซื้อสินค้าผ่านโมบายถึง 43% มีร้านค้าและแบรนด์เข้าร่วมกับจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บท่าของกลุ่มอาลีบาบาถึง 27,000 ราย และสามารถดึงดูดผู้ซื้อได้จาก 200 ประเทศทั่วโลก

อาลีบาบาเข้าเทรดในตลาดหุ้นนิวยอร์ก เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมาด้วยการสร้างปรากฏการณ์ เป็นหุ้นที่ระดมทุนจากการทำไอพีโอได้สูงที่สุดในโลกที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มอาลีบาบามีมูลค่าการขายสินค้าในช่วงหนึ่งปีสูงถึง 274,500 ล้านดอลลาร์ นับเป็นอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่าการขายสินค้ามากที่สุดในโลก โดยมียอดขายสูงกว่าอะเมซอนและอีเบย์รวมกัน

ถึงอย่างนั้นก็ตามอาลีบาบาเชื่อว่าตัวเลขการใช้จ่ายผ่านออนไลน์ในจีนยังต่ำอยู่ที่ 9% มีฐานลูกค้าอาลีบาบาอยู่ที่ 300 ล้านคนซึ่งนับเป็นเพียง 25% ของประชากรชาวจีน จึงมีแนวโน้มที่อีคอมเมิร์ซในจีนจะเติบโตได้อีกมาก

ความสำเร็จอย่างมากของอาลีบาบาในการเข้าเทรดในตลาดหุ้นสหรัฐถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ยักษ์ใหญ่รายนี้สร้างสีสันให้กับธุรกิจดิจิทัลได้อีกมาก เพราะเป็นการเปิดฉากให้มีการต่อยอดธุรกิจหลายด้านให้กับอาลีบาบา

ล่าสุดมีข่าวว่าอาลีบาบาอาจจับมือกับแอ๊ปเปิ้ลในระบบการชำระเงินแอ๊ปเปิลเพย์ (Apple Pay) เพื่อให้ลูกค้าในจีนสามารถใช้บัญชีอาลีเพย์ (Alipay) ในการชำระเงินผ่านไอโฟนของแอ๊ปเปิ้ล รวมถึงการที่อาลีบาบาอาจร่วมกับแอพบริการส่งข้อความอย่างไลน์ หรือคาเคา เพื่อให้บริการกับสมาชิกในจีน จึงนับเป็นการเชื่อมความสำเร็จของนวัตกรรมจากยักษ์ใหญ่ค่ายดิจิทัลที่เร่งเครื่องและแข่งขันกันอย่างเข้มข้นทั่วโลกขณะนี้

กระแสดิจิทัลได้ผลักดันให้การทำธุรกิจในวิถีเดิมต้องหันมาคิดใหม่ว่าจะนำนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อมาต่อยอดธุรกิจและบริการอย่างไร และที่สำคัญวิสัยทัศน์ของผู้บริหารจะนำพาองค์กรเพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคและคู่ค้าในยุคดิจิทัลได้เร็วแค่ไหน