วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversity and Convergence (32) รัฐกับตลาด

แม้จะไม่ใช่เป็นเรื่องที่ปกตินักแต่เรามักจะเห็นปรากฏการณ์ที่คนในประเทศหนึ่งรู้สึกว่าประเทศของตนมีอะไรที่ไม่ปกติ

หรือ normal เช่น คนหรือผู้นำญี่ปุ่นรู้สึกว่าประเทศของตนไม่ใช่ normal country เหมือนใครๆ เพราะรัฐธรรมนูญทำให้ประเทศไม่สามารถมีกองทัพของตนเองเหมือนที่ประเทศอื่นๆ เขามี ต้องเลี่ยงไปใช้คำว่า กองกำลังเพื่อป้องกันตนเอง เราถึงได้เห็นนายกอาเบะ พยายามขายความคิดที่อยากจะทำให้ญี่ปุ่นเป็นปกติเสียที ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย

คนนอกและคนในสังคมอเมริกันก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน เวลานึกถึงประเทศทุนนิยมที่ร่ำรวยแต่ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาเป็นเวลายาวนานเหมือนที่สังคมอื่นที่เจริญแล้วเช่น ยุโรป มี ก็ต้องนึกถึงอเมริกา ขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมว่าอเมริกาทั้งประเทศก็ใช้จ่ายทางด้านสุขภาพสูงถึงร้อยละ 15 ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงมาก แม้ว่าในขณะนี้ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอเมริกาเกิดแล้ว เมื่อโอบามาสามารถผ่านกฎหมายที่เรียกว่าAFFORDABLE CARE ACT (ACA) หรือรู้จักกันในนาม Obamacare นี้ไปได้ เมื่อปี 2010 แต่เพิ่งจะมีผลใช้ได้โดยให้คนเข้าสู่ระบบเมื่อปลายปีที่แล้ว เชื่อกันว่าคนอเมริกันที่ก่อนหน้า 50 ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพ ในวันนี้ 5-10% ก็อาจจะยังไม่มี และก็คงจะต้องเจออุปสรรคโดยเฉพาะการต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ และพรรครีพับลิกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้เสียงข้างมากที่คุมในสภาล่างได้ออกเสียงไม่รับรองมาถึงสี่สิบครั้ง

อุปสรรคที่โอบามาต้องเผชิญไม่ใช่ของใหม่ ยี่สิบปีก่อนหน้าในต้นทศวรรษ 1990 ประธานาธิบดีพรรคเดียวกันกับโอบามาคือ คลินตัน ก็ได้พยายามผลักดันโดยให้ ฮิลลารี สตรีหมายเลขหนึ่งเป็นแกนนำผลักดันแนวคิดเรื่อง universal health care มาแล้วเช่นกัน เขาทำสำเร็จได้เฉพาะบางเรื่อง คลินตันเล่าไว้ในหนังสือประวัติของเขา My Life Bill Clinton ว่าการผลักดันเรื่องนี้มีความเสี่ยงสูงมากแม้กระทั่งประธานาธิบดีทรูแมนเกือบต้องเอาตำแหน่งประธานาธิบดีเข้าแลก ประธานาธิบดีนิกสัน และคาร์เตอร์ ไม่สามารถเดินเรื่องนี้เพียงแค่ให้ออกจากคณะกรรมการ ในทศวรรษ 60 สมัยประธานาธิบดีจอห์นสัน แม้พรรคเดโมแครตจะคุมเสียงส่วนใหญ่ได้ทั้งสองสภา จอห์นสันคิดและทำได้เพียงระบบที่ดูแลเฉพาะคนจน หรือ Mediaid และผู้สูงอายุ หรือ Medicare ทิ้งคนอเมริกันอีกหลายสิบล้านคนให้อยู่กับความไม่มั่นคง หรือสิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน

ระบบประกันสุขภาพเป็นเพียงมิติหนึ่งของความเป็นรัฐสวัสดิการซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อประกันคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคงของคนในสังคมโดยรัฐ ในระบบทุนนิยมที่สังคมไม่สามารถให้ความไว้วางใจในกลไกตลาดได้ 100% เราได้เห็นแล้วว่ารัฐในยุโรปส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่กว่าอเมริกามาก สะท้อนออกมาจากการใช้จ่ายโดยรวม และการใช้จ่ายประเภทสังคม ความแตกต่างดังกล่าวบอกถึงความแตกต่างในความเป็นรัฐสวัสดิการของยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ และความเท่าเทียมกัน ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่ารัฐสวัสดิการแบบอเมริกันที่มุ่งให้บริการของรัฐเฉพาะกลุ่มเฉพาะเรื่องเท่าที่จำเป็นโดยกลไกตลาดจะเป็นพลังหลักเมื่อเทียบกับการแทรกแซงของรัฐในกรณีของอเมริกา

อะไรคือที่มาหรือรากเหง้าของความแตกต่างระหว่างยุโรปและอเมริกา

ถ้าเราพยายามจะหาเหตุผลหรือคำอธิบายที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจหรือทางเศรษฐศาสตร์ไม่เอาเรื่องอุดมการณ์ความเชื่อเช่นเรื่องของชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง เราอาจจะพยายามหาคำอธิบายว่าการที่สังคมหรือคนยุโรปให้ความสำคัญมากกับความมั่นคงของชีวิตคน ความเท่าเทียมกัน และที่ตามมาคือบทบาทของรัฐนั้น เป็นเพราะสังคมเศรษฐกิจยุโรปเมื่อเทียบกับอเมริกาก่อนรัฐสวัสดิการ มีมิติบางเรื่องที่เกื้อหนุนความสำคัญของรัฐสวัสดิการ และการกระจายรายได้ เช่น ความเชื่อว่าการไต่ระดับขยับฐานะทางเศรษฐกิจสังคม (income and social mobility) ของคนยุโรปมีต่ำหรือยากกว่าสังคมอเมริกันเพราะแต่ไหนแต่ไรมายุโรปเป็นสังคมชนชั้นมายาวนาน แต่อเมริกาเป็นสังคมใหม่ที่ให้โอกาสแก่ทุกคน หรือความเชื่อว่ายุโรปมีการกระจายรายได้ที่กระจุกตัวและมีความแปรปรวนในรายได้สูงกว่าของอเมริกา เพราะยุโรปมีเศรษฐกิจที่เปิด (เช่น การค้าและลงทุน) ทั้งหมดนี้ทำให้คนยุโรปเรียกร้องรัฐให้แทรกแซงเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากกว่ากรณีของคนอเมริกัน

ในความเป็นจริงนักวิชาการกลับพบว่า ยุโรปกับอเมริกาไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเรื่อง Mobility ของคนทั้งสองสังคม ในศตวรรษที่ 20 และหลังสงคราม คนจนในอเมริกาอาจจะเขยิบฐานะยากกว่าคนจนในยุโรป แต่ชนชั้นกลางของอเมริกามีโอกาสเขยิบฐานะที่ดีกว่าชนชั้นกลางในยุโรป อย่างไรก็ตามตั้งแต่ทศวรรษ 80 เป็นต้นมา การก่อตัวของพลังอนุรักษนิยมและการผงาดขึ้นของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ในอเมริกาและทั่วโลกรวมทั้งผลของโลกาภิวัตน์ ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานไร้ฝีมือและชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ของกลุ่มคน 1% และ 10 %ทำให้ความเสมอภาคในโอกาสซึ่งเคยเป็นความฝันของคนอเมริกันเริ่มไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกัน ยุโรปอาจจะมีเศรษฐกิจที่เปิดมากกว่าอเมริกาแต่ความแปรปรวนทางด้านรายได้ของยุโรปกลับน้อยกว่าอเมริกา หรือการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันก่อนเสียภาษีของยุโรปโดยรวมก็ไม่ได้สูงกว่าอเมริกา เพราะฉะนั้นปัจจัยเรื่อง Mobilityความแปรปรวนของรายได้ ความไม่เท่าเทียมกัน ล้วนไม่สามารถนำมาอธิบายว่าทำไมรัฐสวัสดิการของยุโรปจึงใหญ่หรือเข้มข้นกว่าของอเมริกามาก

คำอธิบายที่ถูกต้องหรือดีกว่าคืออะไร เราอาจจะถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมสังคมอเมริกัน ไม่เรียกร้องให้รัฐมีบทบาทมากขึ้นในการกระจายรายได้ เพิ่มความเข้มข้นในการเป็นรัฐสวัสดิการเหมือนที่พบในยุโรป หรือทำไมคนยุโรปจึงต้องการรัฐที่ใหญ่โต หรือรัฐสวัสดิการแบบเสรีประชาธิปไตย (Social Democratic Welfare State)

งานวิจัยของ Alesina และ Glaeser ในหนังสือ Fighting Poverty In The US And Europe ที่ใช้ข้อมูลทั้งในเชิงสำรวจความเห็นของคนอเมริกันและยุโรป พบว่าระบบความเชื่อ หรืออุดมการณ์ที่แตกต่างกัน (ซึ่งอาจจะขัดกับความจริง หรือข้อเท็จจริง) สามารถให้คำอธิบายความแตกต่างได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นหัวใจสำคัญในการอธิบายความแตกต่างในการที่ยุโรปให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ และความเป็นรัฐสวัสดิการมากกว่าอเมริกา อยู่ที่ความแตกต่างในโครงสร้างของสังคมที่ดูจากชาติพันธุ์เผ่าพันธุ์ ผิวสี ยุโรปมีความเป็นเนื้อเดียวกันมากกว่าอเมริกา สะท้อนออกมาจากความมีอคติที่คนผิวขาวมีต่อคนผิวดำในสังคมอเมริกัน ซึ่งอธิบายได้ประมาณร้อยละ 50 พูดง่ายๆ ก็คือคนอเมริกันรังเกียจและดูถูกคนจนที่เป็นคนผิวดำจำนวนมากในประเทศจึงจำกัดบทบาทของรัฐ และไม่สนับสนุนการเมืองที่มุ่งการกระจายรายได้

อีกประมาณร้อยละ 50 อยู่ที่ความแตกต่างทางด้านสถาบันการเมืองซึ่งต้องการคำอธิบายในคราวต่อไป