ถ้าคุณเคยปลูกต้นไม้ทำสวนเอง คุณอาจเข้าใจว่าดิฉันกำลังพูดถึงอะไรอยู่ เวลาที่ดิฉันได้ไปช่วยคุณแม่ทำสวน
คุณแม่จะสอนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการดูแลต้นไม้ให้ดิฉันทราบเสมอ ยิ่งช่วงหน้าฝนด้วยแล้ว ต้นไม้จะโตไวมาก แต่คุณแม่กลับไปตัดกิ่งต้นไม้เสียนี่กะไร เมื่อดิฉันถามว่าทำไมต้องตัดกิ่งทิ้งด้วยความไม่สบอารมณ์นักเพราะดิฉันเสียดายความสวยงามของกิ่งไม้เหล่านั้น คุณแม่ตอบว่า “ไม่ตัด ก็ไม่แตก”
จากคำตอบของคุณแม่ ทำให้จิตวิญญาณของนักวิทยาศาสตร์ในตัวดิฉันคิดไปถึงทฤษฎีวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอด หรือ Survival of fitness ของ Charles Darwin นั่นก็คือเมื่อมีสภาวะวิกฤติเกิดขึ้น ผู้ที่สามารถอยู่รอดได้นั้นคือผู้ที่สามารถปรับตัวในสภาวะนั้นได้ดีที่สุด เรื่องนี้ไม่เพียงใช้ได้กับต้นไม้เท่านั้นแต่ใช้ได้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งพืช สัตว์และแม้กระทั่งแบคทีเรีย ยกตัวอย่างเช่น ในแบคทีเรียที่ผลิตยาปฏิชีวนะ เมื่อตกอยู่ในสภาวะเครียดก็จะสามารถผลิตยาปฏิชีวนะได้ปริมาณมากขึ้นเป็นทวีคูณ (อันนี้เป็นผลงานวิจัยจากวิทยานิพนธ์ตอนปริญญาเอกของดิฉันเลยนะคะ) เฉกเช่นต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่น บางครั้งมนุษย์เราจะตระหนักว่าเรามีความสามารถอะไรแอบซ่อนก็ต่อเมื่อเราอยู่ในสภาวะที่ท้าทายเสียก่อน เพราะวิกฤติในชีวิตมักจะก่อให้เกิดการพัฒนาต่างๆ มากมายเช่น ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้เราเป็นคนที่ปรับตัวง่ายขึ้น เป็นคนที่แพ้เป็นและก็ลุกสู้เป็น เป็นคนที่สามารถกล้าที่จะมองหาความช่วยเหลือจากผู้อื่นเมื่อจำเป็น เป็นต้น
ถึงแม้การตัดกิ่งไม้ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดก่อพุ่มไม้ผลิออกใบใหม่ๆ แต่ก็มีบางครั้งที่ต้นไม้กับยืนต้นตายหลังจากการตัดกิ่ง นั่นก็เป็นเพราะว่าต้นไม้นั้นอาจยังไม่พร้อมที่จะงอกเงย ณ เวลานั้นๆ เหมือนดังกับคนเรา ที่ถ้าให้เจออะไรที่หนักหนาสาหัส ตอนไม่พร้อมก็อาจเสียศูนย์และเสียกำลังใจได้ ดังนั้นการที่เราจะรับมือกับวิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนานั้น เราจะต้องทำตัวให้พร้อมเสมอเพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าเมื่อไรวิกฤติจะเกิดขึ้นได้กับชีวิตเรา
สำหรับดิฉัน การเตรียมพร้อมรับมือนั้นไม่ยากอะไรเลย เพียงแต่ขอให้เรามีสติเมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้น มีทัศนคติต่อวิกฤติว่าสิ่งที่คิดว่าแย่ที่เกิดขึ้นอยู่นี้ เกิดขึ้นมาเพื่อให้เราได้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง เมื่อสติมาปัญญาจะเกิดเสมอ
เมื่อเกือบปีที่แล้ว ดิฉันได้มีโอกาสไปในเวทีเสวนาร่วมกับน้องธันย์ ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ แล้วรู้สึกประทับใจในตัวน้องและครอบครัวมากจนนำน้องมาเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับวิกฤติชีวิตของดิฉัน ท่านผู้อ่านอาจพอจำน้องธันย์ได้จากข่าวน่าเศร้าที่น้องต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุตกรางรถไฟฟ้าที่สิงคโปร์หลายปีที่ผ่านมา น้องธันย์เล่าให้ฟังอย่างเข้มแข็งว่าเมื่อเกิดเรื่องขึ้น สิ่งแรกที่ทำคือตั้งสติร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อส่งข่าวให้คุณพ่อทราบ คุณพ่อบอกว่าสิ่งที่ทำอย่างแรกคือตั้งสติ ในเมื่อลูกอยู่ในมือแพทย์แล้วและแพทย์พิจารณาว่าจำเป็นต้องตัดขาลูกทั้งสองข้าง คุณพ่อก็ทำใจให้ยอมรับความจริง แต่สิ่งที่กังวลที่สุดคือต้องหาวิธีที่จะนำเรื่องนี้ไปให้คุณแม่ของน้องธันย์ทราบอย่างละมุนละม่อมที่สุด จะได้ไม่เกิดความสูญเสียกับคุณแม่ขึ้นอีก
ดิฉันเห็นได้จากกระบวนความคิดของคุณพ่อเลยเข้าใจได้ว่าทำไมน้องธันย์สามารถยอมรับกับความสูญเสียและมีสติได้ดีเกินกว่าวุฒิภาวะของเด็กสาวตัวน้อยๆ ควรจะมี การตั้งสติ ยอมรับกับปัญหาคือก้าวแรกของการ “แตก” ปัญญาหลังถูก “ตัด” นั่นเอง
น้องธันย์และครอบครัวบอกว่าเมื่อยอมรับได้ว่า ต่อไปนี้เราจะไม่มีขาธรรมชาติก็พยายามขวนขวายหาขาเทียมที่ดีที่สุดเพื่อให้ชีวิตนั้นดีขึ้นและเป็นปกติที่สุด ปัจจุบันน้องธันย์เป็นทั้งพิธีกรรายการโทรทัศน์ เป็นนางเอกมิวสิควีดีโอ ได้เข้าประกวด Miss Wheelchair จนได้ตำแหน่งรองอันดับหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นน้องธันย์เองก็ได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตไปถ่ายทอดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้ชีวิตให้กับผู้อื่นอีกมากมาย
โอกาสต่างๆ เหล่านี้อาจไม่เข้ามาในชีวิตของน้องถ้าน้องไม่ถูกตัดขา ความสามารถพิเศษเหล่านี้อาจไม่ถูกตระหนัก ถ้าน้องยังมีขาครบทั้งสองข้าง ซึ่งเรื่องราวของชีวิตน้องธันย์ทำให้ดิฉันประจักษ์ได้เลยว่าการที่ขาทั้งสองข้างของน้องธันย์ถูกตัดไปนั้น เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการตัดเพื่อแตก เพราะการสูญเสียนี้เกิดก่อซึ่งการพัฒนาทางวุฒิภาวะทั้งกายและใจของเด็กผู้หญิงคนนี้ และที่น่ายกย่องไปกว่านั้นก็คือ เด็กตัวเล็กๆ คนนี้ยังใช้วิกฤติอันเลวร้ายนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง แก่ผู้อื่นและแก่สังคมอีกด้วย
ดังนั้น ถ้าเราถูก “ตัด” ก็จงมองว่าเป็นโอกาสที่จะ “แตก” ความสามารถของเรา ดังเช่น Kobe Bryan นักบาสเกตบอลชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “Everything negative - pressure, challenges - is all an opportunity for me to rise.” นั่นคือ ในทุกๆ ความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นความกดดัน ไม่ว่าจะความท้าทายอันใด ความยากลำบากเหล่านั้นล้วนเป็นโอกาสให้กับเขาที่จะผงาดขึ้นมานั่นเอง ดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนเลือกได้ว่าเราจะเป็นต้นไม้แบบไหน จะเป็นต้นไม้ที่เมื่อถูกตัดแล้วตายหรือจะเป็นต้นไม้ที่เมื่อถูกตัดแล้วแตก ขอแค่ใจสู้เป็นพอค่ะ






