ช่วงนี้ผมจะเขียนถึงบทบาทของผู้นำบ่อยพอสมควร อาจจะเนื่องมาจากช่วงหลังๆ มักจะเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้นำ
และพยายามหาคำตอบมาเพื่อตอบข้อสงสัยของตนเอง ซึ่งอีกข้อสงสัยหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือระหว่างผู้นำที่ดูอบอุ่น เป็นกันเอง อ่อนโยน กับ ผู้นำที่เข้ม เอาจริงเอาจัง ชอบท้าทายและสร้างความยากลำบากให้กับลูกน้องนั้น สุดท้ายแล้วผู้นำประเภทไหนที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จมากกว่ากัน?
ก่อนจะไปหาคำตอบต่อคำถามดังกล่าว จะพาท่านผู้อ่านไปดูแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการจูงใจคนในที่ทำงานก่อนครับ ซึ่งในอดีตนั้นเราจะคุ้นกับทฤษฎีของ Maslow กัน แต่งานวิจัยใหม่ๆ (ท่านที่สนใจลองศึกษาของ Edward Deci ดูได้ครับ) จะพบว่าจริงๆ แล้วคนเราจะมีความต้องการหลักๆ เพียงสามอย่างครับ
ประการแรกคือ Autonomy หรือ การที่คนแต่ละคนรับรู้ว่าตนเองมีทางเลือก สิ่งต่างๆ ที่จะทำนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งที่ตนเองเลือก ดังนั้นผู้นำจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ลูกน้องรู้สึกตัวว่าตนเองมีทางเลือก ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองทำงานเพราะตนเองเลือกที่จะทำ ไม่ใช่ถูกบังคับให้ทำ
ประการที่สองคือ Relatedness หรือความต้องการที่จะได้รับความสนใจ เอาใจใส่จากผู้อื่น รวมทั้งมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่ ดังนั้นผู้นำจะต้องให้ความสนใจกับความรู้สึกของพนักงาน ถึงแม้จะไม่สามารถตามใจทุกๆ คนได้ แต่ทำอย่างไรให้พวกเขารู้สึกว่าผู้นำพร้อมที่จะรับฟัง
ประการที่สามคือ Competence หรือความต้องการที่จะมีทักษะ ความสามารถที่เพียงพอที่จะทำงานให้สำเร็จ รวมทั้งรู้สึกว่าตนเองมีการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยทั้งสามประการที่จะจูงใจคนได้นั้น ไม่เหมือนแนวคิดของ Maslow นะครับ ที่จะต้องค่อยๆ ขยับทีละขั้น แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้นำจะนำไปใช้ในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งผมก็จะย้อนกลับไปสู่คำถามแรกครับว่า ถ้าคนจะมีขวัญและกำลังใจในการทำงานได้ดีนั้น ผู้นำแบบไหนครับ ที่จะเหมาะระหว่างผู้นำที่อบอุ่น (Kind) กับผู้นำที่เข้ม (Tough)
ในอดีตเรามีความเชื่อว่าผู้นำที่ดีจะต้องมีความเข้มในระดับหนึ่งครับ นั้นคือจะต้องไม่ลงไปสร้างความเป็นกันเองหรือเล่นหัวกับลูกน้องมากนัก เนื่องจากจะต้องทำให้ลูกน้องเกิดความเคารพ ในขณะเดียวกันผู้นำที่ดีจะต้องเข้มในเชิงผลการดำเนินงานกับลูกน้อง การจะทำให้ผลงานของลูกน้องดีขึ้นก็จะต้องสร้างแรงกดดันให้กับลูกน้อง ไม่ควรที่จะใจดีหรือเป็นกันเองกับลูกน้องมากก็จะทำให้ผู้นำดูอ่อนเกินไป
อย่างไรก็ดี งานวิจัยต่างๆ ในปัจจุบันกลับชี้ให้เห็นว่าผู้นำที่จะนำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ดีกลับกลายเป็นผู้นำที่อบอุ่นและเป็นกันเอง (Nice and Kind) เนื่องจากผู้นำที่เข้มมักจะนำไปสู่ลูกน้องที่เครียด และลูกน้องที่เครียดก็นำไปสู่ต้นทุนในด้านสุขภาพและการลาออกที่สูงขึ้น นอกจากนี้ผู้นำที่แสดงออกถึงความอบอุ่นมักจะมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้นำที่เข้ม ซึ่งสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือเรื่องของความไว้วางใจหรือ Trust ครับ เนื่องจากพนักงานจะมีความรู้สึกมีความไว้วางใจสูงกับคนที่อ่อนโยน (Kind)
ประเด็นสำคัญสำหรับผู้นำที่อ่อนโยนและอบอุ่นนั้น ก็จะต้องมีจุดยืนและข้อควรระวังด้วยนะครับ การเป็นผู้นำที่ใจดีและอ่อนโยนนั้น ใช่ว่าจะเป็นการตามใจลูกน้องในทุกๆ เรื่องครับ ผู้นำจะต้องมีจุดยืนและระมัดระวังไม่ให้ตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยนะครับ
ยิ่งเมื่อไปพิจารณารวมกับปัจจัยที่จะทำให้พนักงานเกิดแรงจูงใจทั้งสามประการเบื้องต้นนั้น โดยเฉพาะทั้งประเด็น Autonomy และ Relatedness จะยิ่งเห็นอย่างชัดเจนเลยครับว่า ผู้นำที่จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้องได้ดีนั้น จะต้องไม่ใช่ผู้นำที่บังคับลูกน้อง เป็นผู้นำที่ให้อิสระลูกน้องในการเลือก ภายใต้กรอบที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันผู้นำก็ต้องทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าตนเองได้รับความเอาใจใส่และความสำคัญจากผู้นำ และทำให้ลูกน้องมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่
ดูเหมือนว่าจากงานวิจัยต่างๆ นั้นเราพอจะสรุปได้นะครับว่าระหว่างผู้นำที่อบอุ่นกับผู้นำที่เข้มนั้น ผู้นำที่อบอุ่นจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้องได้ดีกว่า อีกทั้งไม่ทำให้ลูกน้องเครียด รวมทั้งสามารถสร้างความไว้เชื่อใจและไว้ใจจากลูกน้องได้
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าจะเป็นกฎตายตัวเสมอไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้นำอ่อนเกินไป ขาดจุดยืน ขาดหลักการ และที่สำคัญคือทำงานไม่เก่ง ทำงานไม่เป็น ก็ใช่ว่าผู้นำที่อบอุ่นและอ่อนโยนจะดีกว่าเสมอไปครับ






