วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ส่วย"อย่าโทษแค่ตำรวจ และอย่าให้ตร.สอบกันเอง

เรื่องราวที่สั่นสะเทือนวงการมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือการเปิดโปง กล่าวหา จับกุม และดำเนินคดีกับนายตำรวจ

ระดับสูงสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บช.ก.นำโดยพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์อดีต ผบช.ก.

ข้อหาฉกรรจ์นอกจากเรื่องหมิ่นสถาบันแล้ว ยังมีการรับ-เรียกรับสินบน และปฏิบัติหน้าที่มิชอบด้วย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา เช่น148, 149และ157ซึ่งโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ข้อมูลหลักฐานที่สังคมให้ความสนใจก็คือ บัญชีส่วยน้ำมันเถื่อนภาคใต้จากเครือข่ายของนายสหชัย เจียรเสริมสินหรือ“เสี่ยโจ้”ซึ่งพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นำมาเปิดเผย และพบว่าเกี่ยวโยงกับตำรวจจำนวนมาก รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ทางพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็สั่งสอบเช่นกัน

ประเด็นเรื่องส่วยน้ำมันเถื่อนมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกหลายข้อที่ผู้เกี่ยวข้องพึงตระหนัก ดังนี้

1.การที่ ผบ.ตร.ระบุทำนองว่าบัญชีส่วยที่จ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย หลายหน่วย โดยเฉพาะตำรวจน้ำ จ่ายกันในช่วง2ปีหลังมานี้ (2555-2557) เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคือ หลักฐานที่ถูกนำมาเปิดโปง เป็นหลักฐานที่ได้จากการค้นสำนักงานของเสี่ยโจ้ตั้งแต่ปี55เป็นต้นมา ฉะนั้นหลักฐานจึงกระจุกตัวอยู่ในช่วงปี2554-2557(ปี57ก็มีการค้นสำนักงานของเสี่ยโจ้อีกหลายครั้ง)

แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการจ่ายส่วยกันแค่เฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เพราะยังมีหลักฐานเป็นเอกสารรายงานการสืบสวนของหน่วยงานความมั่นคงอีกหลายหน่วย โดยเฉพาะศูนย์ปราบปรามภัยแทรกซ้อนฯ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4สน.) ที่ระบุชัดว่าปัญหาส่วยน้ำมันเถื่อนมีมานานแล้ว รายงานบางชิ้นอ้างไปถึงปี2549ด้วยซ้ำ ฉะนั้นการตรวจสอบจึงไม่ควรตีกรอบด้วยเวลา

2.หลักฐานนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กอ.รมน.ภาค4ส่วนหน้า และดีเอสไอ ที่เข้าร่วมกันตรวจค้นสำนักงานของเสี่ยโจ้ ได้รับมาตั้งแต่18ต.ค.2555บางส่วนเป็นเอกสาร บางส่วนเป็นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งแม้จะต้องมีกระบวนการถอดรหัส หรือการจัดการทางเทคนิคกันบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะนานถึงกว่า2ปี คำถามคือก่อนหน้านี้ทำไมจึงไม่มีการเปิดโปง ตรวจสอบ หรือจัดการใดๆ

เหตุใดต้องรอให้มีการดำเนินคดีกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เสียก่อน แล้วจึงเปิดเผยข้อมูลนี้ออกมา ทั้งๆ ที่ข้อมูลนี้พาดพิงไปยังผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ไม่เฉพาะตำรวจ และหากนับเฉพาะตำรวจ ก็ไม่ใช่เฉพาะกลุ่ม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ใน บช.ก. แต่ยังมีตำรวจท้องที่ ตำรวจจังหวัด ตำรวจภาคที่เกี่ยวข้องด้วยอีกมาก

3.สืบเนื่องจากข้อ2เมื่อเรื่องส่วยมีเจ้าหน้าที่รัฐจากหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ฉะนั้นผู้ที่ทำหน้าที่สอบสวนจึงไม่ควรเป็นตำรวจ หรือหน่วยงานนั้นๆ สอบกันเอง เช่น ดีเอสไอ เพราะอาจมีคำถามเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะตำรวจ หากสอบกันเองอาจมีการตัดตอนข้อมูล หรือโยนบาปให้เฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่พวกของตัว

เช่นเดียวกับทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และเครือข่าย มีการยึดของกลางมามากมาย น่าจะมีการตั้ง“คณะกรรมการกลาง”จากหลายหน่วยงานมาร่วมกันตรวจสอบ ซึ่งจะว่าไปแล้วควรตั้ง“คณะกรรมการระดับชาติ”ขึ้นมาสะสางกันเลยด้วยซ้ำ เพราะการทุจริตประพฤติมิชอบไม่ได้มีเฉพาะตำรวจกลุ่มที่ถูกกล่าวหา และไม่ได้มีแค่ตำรวจหน่วยเดียวแน่นอน หากจะใช้เรื่องนี้เป็นตัวจุดประกาย ก็ควรตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบทั้งระบบ

4.ข้อมูลที่พบในบัญชีส่วย หลายรายการเป็นเรื่องของการเอนเตอร์เทน พาไปเที่ยว เลี้ยงเหล้า จ่ายค่าโรงแรม ซึ่งแน่นอนว่าบางครั้งนายตำรวจหรือหน่วยตำรวจที่ปรากฏชื่อว่ารับส่วย อาจไม่ได้นำไปใช้เอง แต่ต้องนำไปดูแลผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไป หรือดูแลคนอาชีพอื่นที่ต้องพึ่งพากัน ประเภท“น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”หรือมีคนอาชีพอื่นไปขอจากตำรวจอีกที เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีข่าวพาดพิงถึงอยู่เนืองๆ

ฉะนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องส่วยจะด่าเฉพาะตำรวจอาชีพเดียวคงไม่ได้ แต่น่าจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับหลายอาชีพ และค่านิยมการเลี้ยงดูปูเสื่อแบบไทยๆ

ขณะที่รายการส่วยบางรายการ ระบุว่าเป็นการจัดกิจกรรมวันเด็ก หรือค่าซ่อมแซมอุปกรณ์สำนักงานของตำรวจ ส่วนนี้อาจเป็นปัญหาเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน หรือไม่มีงบจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์สำนักงานที่ดีพอสำหรับให้บริการประชาชนด้วย

ฉะนั้นจะแก้ปัญหาส่วยกันง่ายๆ แค่บูชายัญตำรวจคงไม่ถูกต้องเป็นแน่ แต่ควรใช้โอกาสนี้สะสางปัญหาทุกด้าน รวมทั้งสร้างค่านิยมใหม่ให้กับสังคมไทยไปพร้อมกัน!