วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฝันของแบรนสัน

ที่ชั้นล่าง ตึกศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2512

ขณะที่ผมและเพื่อนนักศึกษา กำลังฟังอาจารย์บรรยายผ่านจอโทรทัศน์วงจรปิด ปรากฏว่าจอภาพได้ตัดไปสู่การถ่ายทอดโทรทัศน์ครั้งสำคัญของโลก นั่นคือภาพในขณะที่ นีล อาร์มสตรอง กำลังก้าวลงเหยียบพื้นดวงจันทร์

ใครที่ได้ชมภาพสำคัญในวันนั้น ผมเชื่อว่าจะยังคงจดจำได้เสมอว่า เวลานั้น เขานั่งชมโทรทัศน์อยู่กับใครและที่ไหน เพราะเป็นภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งยากที่จะลืมเลือน

คนหนุ่มสาวทั่วโลกจำนวนไม่น้อยในยุคนั้น อาจได้รับแรงบันดาลใจ จากการที่ได้เห็นภาพสำคัญดังกล่าว สำหรับเด็กหนุ่มชาวอังกฤษคนหนึ่ง ภาพวันนั้นทำให้เขาเกิด “ความฝัน” ว่า สักวันหนึ่งเขาจะมีโอกาสได้บินขึ้นไปสู่อวกาศบ้าง เด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า ริชาร์ด แบรนสัน

แม้แบรนสันจะฝันเรื่องอวกาศ แต่ชีวิตของแบรนสันในวัยเพียง 16 ปี กลับหักเหไปทางธุรกิจ เขาเริ่มผลิตและจำหน่ายหนังสือ จากนั้นก็เข้าสู่ธุรกิจแผ่นเสียง ไนท์คลับ ต่อมาธุรกิจของเขาในชื่อว่า Virgin ก็เติบโตไปสู่สายการบิน สิ่งพิมพ์ วิทยุ เครื่องดื่ม การเงิน โทรคมนาคม พลังงาน ฯลฯ จนแบรนสัน มีบริษัทใน Virgin Group ไม่ต่ำกว่า 400 บริษัท และได้รับการยกย่องไปทั่วโลกในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เขาสะสมความมั่งคั่งสุทธิไว้กว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

หลายทศวรรษผ่านไป หลังจากที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ และร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีที่มีชื่อเสียงก้องโลกแล้ว ริชาร์ด แบรนสัน ก็หวนคิดถึงความฝันดั้งเดิม และเริ่มวางแผนที่จะ “ตามรอยฝัน” ดังนั้น เมื่อปี ค.ศ. 2004 เขาจึงตั้งบริษัท Virgin Galactic และประกาศก้องว่า เขาจะทำโครงการท่องเที่ยวสู่อวกาศ เพื่อตัวของเขาเอง และคนทั่วไปที่สนใจ อยากจะมีโอกาสได้บินขึ้นสู่อวกาศจริงๆ โดยไม่ต้องไปสมัครเป็นนักบินอวกาศที่องค์การนาซ่า

แบรนสันประกาศด้วยว่า เขาจะสร้างยานอวกาศ เพื่อให้บริการการบินสู่อวกาศ ในเชิงพาณิชย์ ใครก็ตามที่ประสงค์จะบินขึ้นสู่อวกาศ จนขึ้นไปถึงระดับที่ไร้น้ำหนัก และสามารถมองลงมาเห็นโลกทั้งใบ ก็ขอให้ “จองที่นั่ง” ไว้ได้เลย โดยวางเงินสดค่าเดินทางล่วงหน้า ในราคา 200,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 6 ล้านกว่าบาท ต่อที่นั่ง

แล้วใครจะกล้าจ่ายเงินมากมายขนาดนั้น ในขณะที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย แถมยังจะต้องวางเงินสดทั้งจำนวนตั้งแต่แรก อีกด้วย?

แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะมีผู้คนจำนวนมาก ได้เข้ามาจองจริงและจ่ายเงินจริง จากสิบคนเป็นร้อยคน จากร้อยคนเป็นหลายร้อยคน จนกระทั่งในระยะหลัง แบรนสันได้ประกาศเพิ่มค่าตั๋ว เป็นรายละ 250,000 เหรียญ และขณะนี้ เขาได้จำนวนผู้โดยสารที่จองไว้และจ่ายเงินครบถ้วนแล้ว ประมาณ 800 คน

พูดง่ายๆว่า คนเหล่านั้นต้องเป็นคนมีเงิน และนอกจากมีเงินแล้ว ยังต้องเป็นคนที่มีความกล้าเสี่ยงที่จะบินสู่อวกาศ และต้องมีความเชื่ออีกด้วยว่าแบรนสันจะสามารถทำได้จริง ถ้าผมบอกชื่อผู้จอง คุณก็จะบอกว่าไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับคุณเลย ชื่อต่อไปนี้ไงครับ สตีเฟน ฮอกิ้นส์ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ แองเจลินา โจลี่ แบรด พิทท์ จัสติน บีเบอร์ ฯลฯ นี่แหละ บางส่วนของบุคคลระดับโลก ที่ได้จ่ายเงินค่าเก้าอี้ไปสู่อวกาศ เรียบร้อยแล้ว

ความฝันเป็นของฟรี ไม่มีต้นทุน ใครอยากจะฝันอะไร ก็ฝันได้ เพราะมันคือจินตนาการของแต่ละคน เท่านั้นเอง แต่ถ้าคนที่ฝัน ไม่เดินตามรอยฝัน ทุกอย่างก็จะยังเป็นเพียงความฝันต่อไป แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เริ่มต้น “ตามรอยฝัน” เมื่อนั้นก็มีต้นทุนเกิดขึ้นแน่นอน เช่นต้นทุนด้านการเงิน ต้นทุนเวลาที่ต้องรอคอย ต้นทุนทางกายและใจที่ต้องเหน็ดเหนื่อย และต้นทุนที่อาจจะเกิดขึ้นจากความเสี่ยงที่คาดได้และ/หรือคาดไม่ถึง

ต้นทุนทางการเงินนั้น ไม่ใช่ปัญหาของแบรนสัน เพราะเขามีความร่ำรวยมหาศาล ความจริงเงินค่าจองตั๋วจากบุคคลอื่น เป็นเพียงเงินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับการลงทุนในสุดยอดมหาโปรเจ็คอย่างนี้ เพราะแบรนสันทุ่มเทเงินทองของเขาเองมากมาย รวมทั้งทุ่มเทแรงกายแรงใจ และประกาศเสมอว่า เขาอยู่ในวัยกว่า 60 ปีแล้ว แต่ก็จะเป็นหนึ่งในผู้โดยสาร ที่บินสู่อวกาศในรอบปฐมฤกษ์ด้วย อย่างแน่นอน

นับตั้งแต่วันแรกที่ตามรอยฝัน งานของแบรนสันคืบหน้าไปแล้วมากมาย เขาได้สร้าง “ท่าอวกาศยาน” (Spaceport) ที่กลางทะเลทราย ในรัฐนิวเม็กซิโก เขาได้สร้างยานลำแม่ขนาดมหึมา และยานอวกาศ Space Ship1 และ Space Ship 2 ซึ่งได้มีการทดลองบินไปแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตามกำหนดการบินจริง ก็ถูกเลื่อนไปแล้วหลายครั้งเช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาทางเทคนิคมากมาย แต่ผู้โดยสารทุกคนที่ได้ซื้อตั๋วไว้ ก็ไม่มีใครบ่น พวกเขายังคงรอคอยวันนั้น อย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อถึงวันนั้น ตามแผนการบินของแบรนสัน จะมีผู้โดยสารรอบละ 6 คน ที่ได้จ่ายเงินไปแล้วคนละ 200,000-250,000 เหรียญ บินขึ้นสู่อวกาศ เป็นเวลารวมทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง และเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักนาน 6 นาที พร้อมทั้งสามารถมองลงมาเห็นโลกทั้งใบได้ด้วย

ผมก็เป็นคนชอบฝัน เมื่อเห็นแบรนสันมีฝันอันยิ่งใหญ่ จึงติดตามโครงการนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ก็ได้เห็นข่าวการให้สัมภาษณ์ของนักบินอวกาศจริงๆ ชาวแคนาดาคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า คริส แฮดฟิลด์ (Chris Hadfield) ซึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ แบบตรงไปตรงมาว่า ฝันของแบรนสันนั้น มันยากกว่าที่แบรนสันได้ประมาณการไว้ “เพราะเรื่องอวกาศ เป็นเรื่องยาก โครงการใหญ่ขนาดนี้และใหม่เอี่ยมอ่องอย่างนี้ เป็นธรรมดาว่าย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ....ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง...ยานของแบรนสัน ก็คงจะระเบิด นั่นเป็นเรื่องที่เกิดได้ไม่ยากนักหรอก ในอุตสาหกรรมแบบนี้...”

เป็นการพูดของนักบินอวกาศตัวจริง ที่ทำให้ใครต่อใคร รวมทั้งผมเอง รู้สึก “อึ้ง” ไปเหมือนกัน แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม แบรนสัน ยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็ประกาศว่า “ภายในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า 2015 นี่แหละ ผู้โดยสารชุดแรกของเรา ก็จะออกเดินทางแล้ว และผมพร้อมลูกอีก 2 คน ก็จะอยู่ในยานลำนั้นด้วย”

นั่นหมายถึงอีกประมาณ 5-6 เดือนข้างหน้าเท่านั้นเอง ดีเดย์ จึงใกล้เข้ามาทุกที และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง Virgin Galatic ก็ได้ส่งนักบินสองคน ขึ้นไปทดสอบการบินอีกครั้ง เพื่อให้ยานแม่ส่ง Space Ship 2 ขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นการทดสอบความพร้อม ก่อนการเดินทางจริงในปีหน้า แต่หลังจากที่ยานอวกาศได้แยกตัวออกจากยานลำแม่ ได้เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น ยาน Spaceship 2 ก็ได้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆกลางอากาศ นักบินดีดตัวออกมาและได้รับบาดเจ็บสาหัส นักบินผู้ช่วยเสียชีวิตทันที และชิ้นส่วนของ Space Ship 2 ที่ได้สร้างขึ้นมาเป็นเวลานานหลายปี มีมูลค่ามหาศาลจนใกล้เวลาที่จะได้บินจริงแล้ว ก็ได้หล่นลงมาเกลื่อนกลาดทะเลทรายในนิวเม็กซิโก......

หัวใจแทบสลาย สำหรับใครก็ตามที่เฝ้าติดตาม และเฝ้ารอให้โครงการในฝันนี้ประสบความสำเร็จ แต่ก็อย่างที่ผมบอกไว้ตอนต้นแหละครับ แม้ความฝันจะเป็นของฟรี แต่การล่าฝันไม่เคยฟรี เวลานี้แบรนสัน ต้องจ่ายต้นทุนในการล่าฝัน ไปแล้วมากมาย นอกจากต้นทุนการเงิน และเวลาแล้ว ขณะนี้ยังมีต้นทุนชีวิต ที่ประมาณค่ามิได้อีกด้วย

แต่นักสู้อย่างแบรนสัน ไม่เคยถอดใจ เขาประกาศทันทีว่า วิธีที่ดีที่สุด ที่จะรำลึกถึงและประกาศเกียรติคุณให้แก่นักบินที่ได้สละชีพไปแล้วก็คือ “เราต้องทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ เพื่อเป็นเกียรติยศ ให้แก่ดวงวิญญาณของนักบินอวกาศคนนั้น”

ด้วยความเสียหายขนาดใหญ่ ที่ยานทั้งลำได้แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆเช่นนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่า โครงการนี้ จะหยุดชะงัก หรือต้องเลื่อนเวลาไปอีกนานกีปี จึงจะสามารถพาผู้โดยสารชุดแรก บินสู่อวกาศได้ แต่ใครที่เป็นคนมีฝันและพร้อมล่าฝัน ก็ต้องคอยเป็นกำลังใจให้แบรนสัน ต่อไป เขาประกาศว่า ยานอวกาศอีกลำหนึ่ง ขณะนี้สร้างสำเร็จแล้ว 65% กำลังจะดำเนินการต่อไป จนกว่าฝันจะเป็นจริง......

จะว่าไป คนไทยเราก็มีฝันอันยิ่งใหญ่ และตามล่าฝันกันมานานแล้วเหมือนกัน ฝันที่ว่านั้น คือฝันที่จะเห็นสังคมประชาธิปไตยที่ดี เราเสียต้นทุนในการตามรอยฝันนี้ไปมากแล้วเช่นกัน ทั้งต้นทุนเวลาซึ่งนานกว่า 70 ปี ต้นทุนการเงินที่ใช้ไปในการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า ต้นทุนค่าจ้างและเงินเดือนที่จ่ายให้แก่นักการเมืองด้อยคุณภาพ ต้นทุนการเงินที่ถูกเบียดบังไปโดยนักการเมืองและข้าราชการโกงชาติ รวมทั้งต้นทุนชีวิตของประชาชน ทหาร ตำรวจ จำนวนมากมาย นี่ยังไม่นับต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่ทำให้ชาติไทยต้องไล่ตามหลังประเทศอื่นๆ ที่เป็นประเทศซึ่งพัฒนามาทีหลังเราด้วยซ้ำ.....

ฝันของเรา สลายแล้ว สลายอีก แต่ถึงแม้ต้นทุนจะมากมายขนาดนั้น วันนี้ เราก็กำลังเดินตามรอยฝัน ต่อไป ด้วยความตั้งใจที่จะ “ปฏิรูป” เพื่อให้สังคมได้เห็นนักการเมืองและข้าราชการที่ดี คอรับชั่นน้อยลง ได้เห็นข้าราชการพลเรือน และ ตำรวจ ทหาร ที่เป็นของประชาชน ฯลฯ ซึ่งผมเองก็ร่วมฝันด้วย และตามรอยฝันมานานเช่นกัน นับตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ที่ท่าพระจันทร์ ในวันที่ นีล อาร์มสตรอง ก้าวลงดวงจันทร์ ผ่านมาจนถึงวันนี้ ซึ่งมนุษย์เริ่มฝันจะไปดาวอังคารกันแล้ว แต่ประเทศไทย ก็ยังไปไม่ถึงดวงดาวสักที

แม้คนไทยจะล้ามากแล้ว แต่ก็ยืนยันว่าคนไทยไม่เคยหยุดฝันครับ เพียงแต่เมื่อเห็น “ข่าวตำรวจ” ในช่วงสัปดาห์นี้ ก็พูดได้เพียงอย่างเดียวว่า......

“ฝันร้าย” มันตามมาหลอน อีกแล้วครับ