ผมไปจัด เวทีพลเมืองปฏิรูป ที่นครนายกเมื่อเร็ว ๆ นี้ในหัวข้อ น้ำท่วม, น้ำแล้ง...มิติใหม่บริหารจัดการน้ำ
เชิญทั้งกูรูระดับชาติและผู้นำท้องถิ่นไปถึงชาวไร่ชาวนา มาร่วมระดมความเห็นเพื่อหาข้อสรุปเพื่อบ้านเมือง
ได้ความรู้และความกระจ่างในหลายประเด็นที่ชัดเจนที่สรุปได้ว่า
การบริหารน้ำจะต้องทำจากระดับล่างไปหาบน จากเล็กไปหาใหญ่ และต้องยึด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลัก
ฟังจาก “ปราชญ์ชาวบ้าน” แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าระบบราชการยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ว่าด้วยน้ำยังอยู่ส่วนกลาง ขณะที่การกระจายอำนาจไปสู่ อบจ. และ อบต. นั้นยังไม่สามารถดึงเอาพลังประชาชนระดับรากหญ้ามาร่วมแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญเกี่ยวกับการบริหารน้ำ จากหน่วยราชการและนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ยังไม่เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ และในเมื่อระบบชลประทานเข้าถึงพื้นที่เกษตรเพียง 22% ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ ชาวไร่ชาวนาและชาวบ้าน ก็ยังต้องพึ่งพาน้ำฝนตามแต่ดินฟ้าอากาศจะเอื้ออำนวยเท่านั้น
ขณะที่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง การเผาป่าส่งผลให้เมฆเปลี่ยนไป ทำให้ “เมฆป่วย” ไม่สมประกอบเหมือนเดิม แม้การทำฝนเทียมก็มีปัญหาไม่สามารถจะผลิตฝนตามที่ต้องการได้เหมือนก่อน อีกทั้งฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือไม่ก็ตกผิดที่ผิดทาง ไปตกอยู่ใต้เขื่อน จึงไม่สามารถจะเก็บกักไว้เพื่อใช้ตามความต้องการได้ วิกฤตจึงเกิด
หากวิกฤตน้ำไม่ได้รับการแก้ไข ก็อย่าได้คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนไทยอาจจะต้อง “แย่งน้ำ” ถึงขั้นที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงในระดับชาวบ้านอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในบางประเทศ
ทางแก้ไขที่นำเสนอมีอยู่หลายทาง แต่ก็ยังไม่ตกผลึก หรือไม่ก็เป็นวิธีคิดแบบเก่า ๆ ของหน่วยราชการเดิม ๆ ที่ต้องการจะสร้างอะไรใหญ่ ๆ เป็นโครงการยักษ์ที่ต้องใช้งบประมาณมาก แต่กลับไม่ให้ความสนใจกับการสร้างที่เก็บกักน้ำเล็ก ๆ ตามชุมชนและบริหารโดยการรวมตัวของท้องถิ่นซึ่งมีผลในทางปฏิบัติได้มากกว่า
เหตุผลง่าย ๆ ก็คือว่าคนท้องถิ่นเข้าใจปัญหาและหากได้รับการสนับสนุนจากทางการเพียงพอ ชุมชนท้องถิ่นนั้นเองก็สามารถจะแก้ปัญหาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจรัฐอย่างที่เป็นมาก่อน
การเมืองที่ควรจะเป็นผู้อาสาเข้ามาแก้ปัญหากลับกลายเป็นอุปสรรค และตัวทำลายกระบวนการแก้วิกฤตน้ำของประเทศ เพราะนักการเมืองที่เข้ามามีอำนาจกลับดำเนินนโยบายที่สนองประโยชน์ของตน นำเอาโครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้งบประมาณมาก ๆ เพื่อประโยชน์ของตนและกลุ่มตนจนสิ่งดี ๆ ที่ควรจะเกิดก็ไม่อาจจะเกิดได้
มิหนำซ้ำเมื่อนักการเมืองเข้ามาดำเนินการ ปัญญาท้องถิ่นก็ถูกทอดทิ้ง และคนของนักการเมืองกลายเป็นผู้กำหนดความเป็นไป นโยบายของรัฐบาลใหม่ก็ถูกเปลี่ยนไปแทนรัฐบาลเก่าเพราะกลุ่มการเมืองต้องการจะมี “ผลงาน” ของตนเอง
คำว่า “โซนนิ่ง” กลายเป็นคำทันสมัยที่ข้าราชการเสนอนักการเมือง แต่ไม่มีแผนทางด้านปฏิบัติได้อย่างจริงจัง แทนที่จะสอบถามความถูกต้องเหมาะสมจากท้องถิ่นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นักการเมืองกับผู้ปกครองบ้านเมืองกลับเดินหน้าทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นไปในชนบท
การสื่อสารระหว่างส่วนกลางกับชนบทมีช่องว่างจนไม่อาจจะแก้วิกฤตได้
ปัญหา “วิกฤตน้ำ” ในหลาย ๆ กรณีไม่ได้เกิดจาก “น้ำแล้ง” หรือ “น้ำมากเกิน” หากแต่เกิดจากการขาดการบริหารจัดที่มีการประสานกันให้ครบทุกฝ่าย ส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากต่างคนต่างทำ มีกระทรวงทบวงกรมมากมายที่เกี่ยวกับน้ำ แต่ไม่มีการบูรณาการให้ตรงกับประโยชน์ของประชาชนสูงสุด
ผมสัมผัสได้กับกลุ่มผู้อาสาเข้าไปช่วยชาวไร่ชาวนา และการรวมตัวอันเข้มแข็งของชุมนุมท้องถิ่นหลาย ๆ แห่งที่ใช้พลังของชาวบ้านปกปักรักษาป่า, สร้างที่เก็บกักน้ำระดับท้องถิ่น, ใช้ระบอบประชาธิปไตยระดับรากหญ้าช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน โดยไม่หวังพึ่งงบประมาณส่วนกลางจนเกิดผลทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้กลายเป็น “โมเดล” ต่าง ๆ ที่รัฐบาลกลางควรจะนำไปศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางปฏิบัติอย่างเร่งด่วน
“ปฏิรูปประเทศ” ใหญ่รอบนี้ ความหวังยังอยู่ที่จะให้เสียงของชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ดังก้องไปถึงสภาปฏิรูปและผู้เกี่ยวข้องให้ได้ยินถึงทางออกที่ง่าย, เป็นธรรมชาติ, และทำเรื่องเล็ก ๆ จากข้างล่างขึ้นไปอย่างพอเพียงและเพียงพอ








