ในแต่ละครั้งที่เดินเข้าสาขาธนาคารพาณิชย์ เชื่อว่าความรู้สึกของเรา ๆ ท่าน ๆ คงคล้ายกัน คือ อยากรีบทำธุรกรรม
และรีบเดินออกมา เพราะลึก ๆ แล้วต่างมีความรู้สึกกลัวว่า วันนี้จะโดนขายประกันหรือผลิตภัณฑ์ใดของแบงก์หรือไม่
ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา การปรับตัวหลังวิกฤติของธนาคารพาณิชย์คือ การผันตัวเองไปสู่อาชีพสุดยอดนักขาย โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนไป มีบริษัทลูกขึ้นมาคอยออกแบบผลิตภัณฑ์ป้อนให้สาขานำไปขายให้ลูกค้า เป็นทางเลือกใหม่ของการออม เพิ่มความหลากหลายในการลงทุนให้ลูกค้า ก็ว่ากันไป แต่สุดท้ายคือการหารายได้ค่าธรรมเนียมที่เป็นแหล่งรายได้ในฝันของบรรดานายแบงก์ทั้งหลาย
เรื่องบรรยากาศการขายผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องที่อยากพูดถึงวันนี้ แต่การที่เราต้องซื้อผลิตภัณฑ์การเงินที่แบงก์อ้างว่ามีความหลากหลายในการลงทุน ทั้งที่สุดท้ายแล้ว เราก็ยังต้องลงทุนอย่างจำกัดในผลิตภัณฑ์จากบริษัทในเครือแบงก์ที่ออกแบบมาให้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากการถูกบังคับให้ลงทุนอยู่ดี
ในช่วงปลายปีแบบนี้ได้ยินโฆษณาวิทยุที่ลูกค้า 2 คนคุยกันว่าปีนี้จะซื้อ LTF ที่ไหนดี คนที่ 2 บอกว่าก็ลงกองทุนเดิมสิ แต่ต้องเงิบไปเมื่อเจอถามกลับว่า ผลตอบแทนดีเหรอ
ผู้บริโภคฉลาดขึ้นการบังคับขายจากแบงก์อาจจะทำได้ไม่ง่ายเหมือนเดิม การมีผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจร แต่ยังทำได้ไม่ดีพอ ก็คงไม่สามารถบังคับฝืนใจลูกค้าได้นานอีกแล้ว เพราะในตลาดการเงินของไทยจริง ๆ แล้ว มีผลิตภัณฑ์ที่ดี สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนรวมที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารเสียอีก เพียงลูกค้าอาจจะไม่สะดวกซื้อเท่ากับการขายผ่านสาขาแบงก์ ที่ต้องยอมรับว่ามีพาวเวอร์มากสำหรับผลิตภัณฑ์การเงิน เห็นได้จากธุรกิจประกันชีวิตที่หันมาพึ่งช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์มากขึ้น แต่ละปีมีการเติบโตสูงถึง 20-30%
เทรนด์ใหม่ที่เริ่มเห็นคือการปรับตัวตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อยากเห็นธนาคารพาณิชย์นำรูปแบบ Open Architecture Model มาปรับใช้ และนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เปิดกว้างจากหลากหลายแห่ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีเพียงธนาคารต่างชาติที่ใช้รูปแบบแนวคิดนี้บริการลูกค้าไทย
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่ายินดี ที่เริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ไทยก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ แล้วเปิดกว้างให้ลูกค้าธนาคารซื้อผลิตภัณฑ์จากสถาบันการเงินอื่น เช่นธนาคารทหารไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารเกียรตินาคินที่นำรูปแบบการให้บริการดังกล่าว มาใช้กับลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่ง (High Net Worth) ด้วยการคัดเลือกกองทุนจากบริษัทจัดการกองทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งก็หวังว่าในอนาคตจะขยายไปสู่ลูกค้ากลุ่มทั่วไป (Mass) ด้วย
ขณะที่ไทยพาณิชย์เองส่งสัญญาณว่า ยุทธศาสตร์ของธนาคารในปีหน้าคือการจับมือกับพันธมิตร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้ จับมือกับบริษัท เอซ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) ในการขายประกันชีวิตของเอซผ่านสาขากว่า 1,200 แห่งของธนาคาร ทั้งที่ธนาคารก็ยังมีบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันชีวิตเป็นบริษัทในเครืออยู่ ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรเช่นนี้ จะขยายไปสู่บริการทางการเงินอื่น ๆ ของธนาคารด้วย
หากแบงก์จะใช้เครือข่ายสาขาขายสินค้าอย่างหลากหลายได้จริง ก็ไม่ต่างจากการผันตัวเองเป็นโชห่วย แล้วถ้าแบงก์ยอมโชห่วยทางการเงิน แล้ว ลูกค้าอย่างเราก็ไม่ควรจะอยู่เฉย แม้แบงก์จะเลิกบังคับและมีสินค้ามากมายขึ้นแล้วก็ตาม เราๆ ท่านๆ ที่มีโจทย์ให้เงินทำงาน ก็ควรลงทุนเองสักนิด ศึกษาผลิตภัณฑ์การเงินให้ดีก่อนเดินเข้าแบงก์ จิ้มรายการที่อยากได้ จ่ายเงินและเดินออกอย่างสบายใจ






