ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองมากมาย
บุคคลที่หลายๆ ฝ่ายเชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนดี กลับถูกกล่าวหาในทางร้าย มีความสูญเสียที่ปริปากพูดกันไม่ได้ สร้างความประหลาดใจและพิศวงงงงวยกันไปทั่ว
ปัญหาคือยุคนี้เป็นยุคของการสื่อสารไร้พรมแดน การแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่ปล่อยข่าว คาดเดา ป้ายสี กระทำกันได้อย่างง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านอุปกรณ์ที่มีติดตัวกันแทบทุกคน ฉะนั้นอะไรๆ ที่มันไม่เคลียร์ ถ้าไม่รีบทำเสียให้มันเคลียร์ มันจะยิ่งยุ่งวุ่นวาย
ผู้ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดบางคนประเมินว่า สงครามใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว!
ขณะที่หลายคนตั้งคำถาม ประชาธิปไตยที่สวยงามจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อจะเปิดปากพูดยังพูดไม่ได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญของประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศรับรอง“สิทธิในการพูด”ว่าสำคัญเป็นลำดับที่1
แต่บ้านเราคนระดับรองนายกรัฐมนตรีที่มีสถานะเป็น“พี่ใหญ่”ของกลุ่มเสือที่เรียกกันว่า“บูรพาพยัคฆ์”ผู้ที่แม้แต่นายกฯก็ยังต้องเกรงใจ กลับบอกว่า“คิดได้ แต่ห้ามแสดงออก”
นับเป็นท่าทีที่ค่อนข้าง“อันตราย”ไม่ใช่กับใครที่ไหน แต่กับตัวของรัฐบาลทหารเสือนั่นเอง เพราะสมัยนี้ สมัยที่การเมืองการปกครองจำเป็นต้องอยู่ในที่สว่าง คณะรัฐมนตรีจากการรัฐประหารยังต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน การจะห้ามใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
การท้าทายเกิดได้ง่ายๆ แค่มีโทรศัพท์มือถือถูกๆ เครื่องเดียว!
สิ่งที่ควรประเมินมากกว่าการปิดกั้นทุกอย่างก็คือ การท้าทายนั้นมีพลังสนับสนุนแค่ไหน หรือเป็นแค่“ก้อนกรวดในรองเท้า”นักวิชาการบางคนเปรียบว่าเป็น“หญ้าเจ้าชู้”
คือแค่โผล่มาพัวพันให้รำคาญ!
แน่นอนว่าการจะทำให้กระแสต้านเป็นแค่“ก้อนกรวด”หรือมีค่าเสมอ“ใบหญ้า”ผู้มีอำนาจก็ต้องแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังทำมีค่ามากกว่า มีความหวังยิ่งกว่า และยิ่งใหญ่กว่าประดาก้อนกรวด
โดยต้องมิลืมว่าก้อนกรวดนั้น หากแยกกันอยู่ เหมือนเช่นอยู่ในรองเท้าเพียง1-2ก้อน มันก็แค่ทำให้ระคายเท้า แต่ถ้ามันรวมกันได้เป็นเหมือนกำแพงใหญ่ อาจล้มทับผู้มีอำนาจอันใหญ่ยิ่งได้เหมือนกัน
ฉะนั้นการปิดกั้นทุกอย่าง จึงสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นปฐมบทของการรวมตัวกันของก้อนกรวดที่มีแนวโน้มใหญ่ขึ้นๆ จนอำนาจใดก็มิอาจทานไหว
ขณะที่การยกร่างกติกาใหม่ก็จะถูกมองเสมอเพียง“พิธีกรรม”เพราะเมื่อสิทธิขั้นพื้นฐานแค่การพูดยังถูกปิดกั้น ระงับ ยับยั้ง แล้วจะไปหวังอะไรให้กติกาใหม่รับรองสิทธิต่างๆ ที่เขียนเป็นตัวอักษร ว่าจะเกิดเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ
ตัวหนังสือจะมีมนต์ขลัง ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติจริงตามนั้นโดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้น!
เมื่อกติกาที่จะใช้กันในวันหน้า มิได้สร้างความหวังให้กับผู้คนในวันนี้ ก็จะยิ่งเป็นเชื้ออย่างดีให้ประดาก้อนกรวด ต้นหญ้า ก่อตัวกันเป็นกำแพงได้เร็วขึ้น และมีพลังมากขึ้นจนยากแก่การควบคุม
เกมจับแล้วปล่อย ประหนึ่งละครหรือการละเล่น“กระตั้วแทงเสือ”นั้น คนที่เขาอ่านออกเขาก็จะบอกได้ว่า“มันก็ทำได้แค่นี้”
แต่ถ้าเผื่อมันพัฒนาไปแบบไม่ใช่เกม ไม่ใช่ละคร แต่เป็นเรื่องจริง เล่นจริง เจ็บจริงล่ะ ถามว่าแล้วผู้มีอำนาจจะแสดงอำนาจได้ขนาดไหน
ยิ่งย้อนดูสถานการณ์ในห้วง1-2สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ท่านว่าท่านมีอำนาจ ท่านมีจริงหรือไม่ บางคนบอกเริ่มเห็นคำตอบรางๆ บ้างแล้ว
ฉะนั้นในสมรภูมิจริงแห่งอำนาจ ใครเป็นกระตั้ว ใครเป็นเสือ ใครเป็นก้อนกรวด ใครเป็นรองเท้า อีกไม่นานคงได้รู้กัน!









