วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวโน้มดอกเบี้ยเอเชียปี 2015

ปี 2015 กำลังใกล้เข้ามาซึ่งเป็นบรรยากาศของปีใหม่ ที่ท้าทายบรรดานายธนาคารกลางของเอเชียว่า

จะดำเนินนโยบายการเงินนับจากนี้ต่อไปอย่างไร เพื่อที่จะสามารถรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ ระหว่างการสนับสนุนให้มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่ามกลางความเสี่ยงของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยลง กับการที่จะดูแลทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและเงินทุนเคลื่อนย้าย ไม่ให้เกิดความผันผวนที่รุนแรง ในสภาวะที่สหรัฐกำลังปรับทิศทางดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติ หลังจากที่ได้ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ หรือQE (Quantitative Easing) และกดดอกเบี้ยลงในอัตราใกล้ศูนย์มานานหลายปีมา นับตั้งแต่เกิดวิกฤติซับไพรม์และวิกฤติเลห์แมน บราเธอร์สเมื่อปี 2008 จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.25%

แนวโน้มของดอกเบี้ยเอเชียจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ว่า ผู้บริหารนโยบายการเงินนั้นมีเป้าหมายจะเลือกดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายหรือเข้มงวด ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่มีความสลับซับซ้อนที่มีการสะท้อนภาพความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ดังตัวอย่างของประเทศที่มีแนวโน้มดอกเบี้ยอ่อนตัวลง เช่นอินเดียและอินโดนีเซียอาจจะไม่ถูกกดดันมากนักในการเข้มงวดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า โดยธนาคารกลางของอินเดีย และธนาคารกลางของอินโดนีเซีย จะยังคงรักษาอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 4% หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาเป็นระยะ ทั้งนี้ธนาคารกลางอินโดนีเซียเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 7.75% เมื่อวันอังคาร แต่ในปีหน้าจะได้ปัจจัยเอื้อจากการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงเคลื่อนไหวที่ 60-75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง

นักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์แบงก์ในเอเชียชี้ว่า เช่นเดียวกับทิศทางดอกเบี้ยของจีนและเกาหลีใต้ก็น่าจะปรับลดลงระหว่าง 0.25-0.5% โดยที่ธนาคารกลางจีนมีความน่าจะเป็นที่ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.5% จากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงเหลือ 6-7% จากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.5-8.5% รวมถึงเงินเฟ้อที่ลดลงต่ำในรอบ 5 ปี ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้อาจจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% โดยที่ในปีนี้ธนาคารกลางเกาหลีปรับลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งแล้วในเดือนสิงหาคมและตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้เงินวอนอ่อนค่าลงเนื่องจากต้องเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากญี่ปุ่นมีการลดค่าเงินเยนที่อาจลงมาอยู่ในระดับ 120 เยน ไปจนถึง 145 เยนต่อดอลลาร์ในปี 2015 ส่วนมาเลเซียและฟิลิปปินส์อาจจะต้องเผชิญหน้ากับการที่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยของราคาน้ำมัน

สำหรับกรณีไทยนั้นถือเป็นเรื่องยากและท้าทายพอสมควร จากการที่ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม ยังซบเซาในช่วงต้นปีหน้า เนื่องจากในปีนี้สภาพัฒน์คาดการณ์จีดีพีจะเติบโตได้เพียง 1% หมายถึงว่าในไตรมาส 4 ปีนี้จีดีพีจะต้องเติบโตอย่างน้อย 3.5% และหากเศรษฐกิจมีโมเมนตัมเชิงบวกมีการเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ เศรษฐกิจก็จะขยายตัวปีหน้าได้ 3.5-4.5% ซึ่งก็จะส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด รวมทั้งทบทวนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจาก 2% ตามทิศทางในสหรัฐ ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ล่าสุดว่าจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินสหรัฐขยับยืนเหนือ 3% สำหรับพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีจากขณะนี้ยืนอยู่ที่ 2.32% ตรงกันข้ามหากแรงเหวี่ยงลงเศรษฐกิจไทยเป็นการชะลอตัว ทิศทางดอกเบี้ยไทยก็อาจจะปรับลดลง ทั้งนี้ให้จับตากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้นเป็นการไหลออกหรือไหลเข้า