สองรูปนี้จะว่าเกี่ยวกันก็ได้ หรือจะว่าไม่เกี่ยวก็ได้ แต่ขณะที่ผมติดตามข่าวการประชุมสุดยอด Apec ที่ปักกิ่ง
และประชุมสุดยอด Asean ตามมาด้วย East Asia Summit ที่กรุงเนย์ปิดอว์เมื่อสัปดาห์ก่อน สองภาพนี้ให้ความหมายทางการเมืองที่ผมเห็นว่าน่าศึกษาวิเคราะห์มาก
รูปจับมือระหว่าง บารัก โอบามา กับ สี จิ้นผิง สะท้อนถึงการคบหาระดับมหาอำนาจสหรัฐกับจีนในมิติที่ "ต้องปรับความสัมพันธ์" เพื่อประโยชน์ของกันและกัน ไม่ว่าจะต้องปะทะคารมกันในหัวข้ออื่นใดที่ยืนอยู่คนละข้าง
อีกภาพหนึ่งเป็นการแสดงความใกล้ชิดของ โอบามา กับ อองซาน ซูจี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านของพม่าที่ทั้งสองคนพยายามจะประสานเสียงกัน ว่าการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลทหารพม่าแม้จะก้าวหน้าไประดับหนึ่ง แต่ก็เริ่มจะมีสัญญาณของการชะลอตัวที่น่าเป็นห่วง
สำหรับสหรัฐ การยืนเคียงข้างฝ่ายค้านแสดงสัญลักษณ์แห่งการเป็นผู้นำด้านประชาธิปไตย
แต่กับจีน สหรัฐฯต้องยอม "รับฟัง" แนวทางของ สี จิ้นผิง ที่ยืนยันว่าประชาธิปไตยของจีนไม่จำเป็นต้องเดินตามแบบของตะวันตกอันเป็นสูตรที่กำหนดโดยสหรัฐ
โอบามาไปปักกิ่งครั้งนี้ นอกจากร่วมประชุม Apec แล้ว ก็ยังถือโอกาสไปพบกับประธานาธิบดีจีนตัวต่อตัว และชวนเดินคุยกันสองคนเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเป็นกันเองอีกด้วย
เป็นการ "เดินไปคุยไป" ในบริเวณที่ทำการและทำเนียบผู้นำจีน "จงหนานไห่" อันเลื่องลือครั้งนี้ยาว 5 ชั่วโมง ถือเป็น "เลคเชอร์" ประวัติศาสตร์จีนจาก อาจารย์สี จิ้นผิง ถึงผู้มาเยือนอย่างโอบามาที่ให้ความกระจ่างอย่างยิ่ง
พอเดินคุยกันเสร็จ โอบามาก็ยอมรับว่าเขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีนและ "แนวทางการปกครองและวิธีคิดของผู้นำจีนอย่างกว้างขวางและลุ่มลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมา"
แปลว่า สี จิ้นผิง เปิดใจให้โอบามาฟังถึงการเมืองเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์จีนและวิถีการปกครองอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก ยอมรับว่าเพิ่งถึงบางอ้อ แม้จะไม่บอกว่าจะเลิกวิพากษ์จีนในหลายๆ ประเด็นก็ตาม
สี บอก โอบามา ว่าจีนให้ความสำคัญเรื่อง "อธิปไตย" อย่างยิ่งยวดเพราะประวัติศาสตร์จีนบันทึกการถูกรุกรานโดยต่างชาติมาตลอด และคนจีนปกปักรักษา "อิสรภาพ ความสามัคคี และเสถียรภาพ" อย่างสุดชีวิต
อีกด้านหนึ่ง โอบามาสวมกอด อองซาน ซูจี ที่เนย์ปิดอว์เพื่อจะกดดันให้ทหารพม่ายอมแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ผู้นำฝ่ายค้านสามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
วิธีกดดันที่ได้ผลที่สุด ก็คือการแสดงความสนิทสนมส่วนตัวกับ อองซาน ซูจี หลังจากที่พบกับประธานาธิบดีเต็ง เส่ง
โอบามาตั้งใจบินจากเมืองหลวงเนย์ปิดอว์ไปย่างกุ้งเพื่อไปที่บ้านของ อองซาน ซูจี และเปิดแถลงการณ์ด้วยประโยคที่แสดงชัดเจนถึงแนวทางของสหรัฐที่ต้องการให้พม่าก้าวไปในกระบวนการประชาธิปไตย
โอบามายืนเคียงคู่กับ อองซาน ซูจี และบอกนักข่าวว่า "ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จะห้ามใครคนหนึ่งสมัครเป็นประธานาธิบดีเพียงเพราะว่าลูกของคนคนนั้นเป็นใคร ผมไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้"
อองซาน ซูจี เกือบไม่ต้องพูดอะไรมาก เธอได้รณรงค์เรื่องนี้มาหลายเดือนเพื่อให้กองทัพพม่ายอมแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะเกิดผลจริงจังก็ต้องอาศัยบารมีของโอบามาอย่างที่เห็นกันอยู่
แม้ทหารพม่าจะออกมา "ตบหน้า" โอบามาด้วยการบอกว่าจะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญก่อนการเลือกตั้งปีหน้าให้ อองซาน ซูจี ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่การทูตด้วยภาษากายก็จะยังมีผลต่อเนื่องต่อไป ไม่ต้องสงสัย
ภาษาการทูตระหว่างประเทศวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ประโยคเด็ดๆ ที่มีน้ำหนักแห่งการน้าวโน้มหรือข่มขู่กดดันเท่านั้น แต่ "ภาษากาย" หรือ body language เป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่บ่อยครั้งสำคัญกว่าถ้อยแถลงเป็นร้อยๆ หน้าด้วยซ้ำไป






