วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หอมได้หอมไป, ทหารพม่า ตบหน้าโอบามาฉาดใหญ่

เห็นรูปนี้แล้วก็ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ต้องการจะส่งสัญญาณ

ไปถึงผู้นำทหารพม่าว่าเขาสนิทสนมกับผู้นำฝ่ายค้าน อองซาน ซูจี เพียงใด

แต่กองทัพพม่าไม่สนใจ ตบหน้าโอบามาฉาดใหญ่ด้วยการประกาศว่า จะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ อองซาน ซูจี มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปีหน้า

คนที่ออกมาพูดด้วยน้ำเสียงขึงขังอย่างนี้คือ นายพลฉ่วย มาน ประธานรัฐสภา ซึ่งยืนยันว่าตัวเองจะเป็นหนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย

โอบามา มาร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่เนย์ปิดอว์สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เพื่อจะตอกย้ำว่าสหรัฐจะผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกเงื่อนไขที่ว่าใครที่มีสามีหรือภรรยาหรือลูกเป็นต่างด้าว ไม่อาจจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้

ผู้นำสหรัฐ บอกว่า การกำหนดกติกาว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีได้หรือไม่ อยู่ที่ว่าลูกเป็นสัญชาติอะไร เป็นเรื่องแปลกและไร้เหตุผล จึงหวังว่าผู้เกี่ยวข้องในพม่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ตอนที่ โอบามา พูดอย่างนี้ที่พม่า อีกทั้งไปเยือน อองซาน ซูจี ถึงบ้านพักที่ย่างกุ้ง และยืนแถลงข่าวด้วยกัน อีกทั้งยังแสดงความเป็นกันเอง หอมแก้ม กอดกันและใช้ถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่าอเมริกาสนับสนุนให้เธอสามารถเข้าแข่งได้อย่างเสมอภาค

แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น ประธานสภา ฉ่วย มาน ก็ให้สัมภาษณ์อย่างฉาดฉานว่าโอกาสที่จะแก้รัฐธรรมนูญก่อนเลือกตั้งไม่อาจมีได้ ถ้าจะแก้ก็ต้องหลังเลือกตั้ง ให้สภาใหม่เป็นผู้ตัดสินอีกครั้งหนึ่ง

แปลตรงๆ ว่าฝ่ายทหารพม่าไม่ยอมตามแรงกดดันของสหรัฐ และโอกาสที่จะเห็น อองซาน ซูจี ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในปีหน้าเกือบจะดับมอดต่อหน้าต่อตา

ในเมื่อกองทัพยังมีโควตาที่นั่งในสภาถึงร้อยละ 25 ย่อมแปลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทหารยินยอมเท่านั้น

ไม่ว่าประธานาธิบดี เต็ง เส่ง จะพยายามเดินหน้าเรื่อง "ปฏิรูป" ทางการเมืองเพียงใด แต่หากผู้กุมกำลังกองทัพยังไม่ยอมปล่อยอำนาจ และยังต้องการจะมีอิทธิพลเหนือการเมือง ก้าวเดินของพม่าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็ยังไม่มั่นคงและยั่งยืน

ในเมื่อสหรัฐ ยุโรป และออสเตรเลียได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่าส่วนใหญ่แล้ว อำนาจต่อรองของโลกตะวันตกเพื่อกดดันให้มีความคืบหน้าด้านการเมืองก็ลดน้อยถอยลงไปมาก

ความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อย เช่น โรฮิงญาทางด้านตะวันตกของพม่าก็มีอยู่ต่อเนื่อง อีกทั้งความพยายามที่จะสงบศึกเด็ดขาดกับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธก็ยังไม่จบสิ้นกระบวนความ เพราะกองทัพพม่ายังไม่ยอมเงื่อนไขอีกหลายประการของฝ่ายเรียกร้องสิทธิการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง

ก่อนหน้าโอบามาจะบินมาพม่าครั้งนี้ ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง เชิญทุกฝ่ายนั่งโต๊ะกลมพูดกัน ทำให้เกิดภาพว่าจะปรองดองกันครั้งประวัติศาสตร์ แต่ดูเหมือนจะเป็นเพียงละครฉากใหญ่เท่านั้น เอาเข้าจริงๆ ฝ่ายกองทัพพม่าก็ยังไม่ยอมปล่อยการควบคุมอำนาจทางการเมืองอย่างที่ทำนายทายทักกัน

ปีนี้ อองซาน ซูจี อายุ 69 (เกิด 19 มิถุนายน 1945) ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง 69 ประธานสภาฉ่วย มาน 67 ล้วนแล้วแต่อยู่ในวัยที่ต้องเตรียมก้าวลงจากเวทีการเมืองทั้งสิ้น

แต่เรายังไม่เห็นคนรุ่นต่อไปที่จะก้าวขึ้นมาเพื่อนำพาประเทศไปสู่ความปกติที่ควรจะเป็น

หากทหารพม่าสามารถสกัดไม่ให้ อองซาน ซูจี ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีรอบนี้ได้ ครบอีกรอบหนึ่งของการเลือกตั้งเธอก็จะเข้าสู่อายุ 74 แล้ว

อาจมีคนบอกว่า ฮิลลารี คลินตัน ของสหรัฐก็ย่างเข้า 68 และหากเธอลงสมัครรับเลือกตั้งในอีกสองปีข้างหน้าก็จะมีอายุ 70 พอดี หากได้เป็นประธานาธิบดีก็จะหมดสมัยแรกในวัย 74

แต่นั่นเป็นสถานภาพของผู้นำสตรีคนละประเทศ คนละบรรยากาศ และคนละกติกาโดยสิ้นเชิง

ก้าวย่างต่อไปของพม่าจึงเป็นประเด็นร้อนไม่น้อย เพราะเหมือนเดินไปข้างหน้าสองก้าว ถอยกลับมาหนึ่งก้าว น่าติดตามน่าวิเคราะห์เปรียบเทียบ กับความคืบหน้าเรื่องประชาธิปไตยกับไทย และอินโดนีเซียอย่างยิ่ง