ในที่สุดสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้เลยในบ้านเรา กับบริบทของกฎหมายที่จะเข้ามาจำกัดสิทธิ์คนร่ำรวย อย่างภาษีมรดก
รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง.. ก็สามารถยกร่างได้สำเร็จ ผ่านขั้นตอนการพิจารณาต่างๆ จนกระทั่งผ่านความเห็นชอบจาก ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุด เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ.... ได้รับความเห็นชอบจากมติครม. ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการที่ครม.อนุมัติพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า "ได้มีการหารือกันอย่างดี และเรื่องนี้เป็นเรื่องของการดูแลซึ่งกันและกัน คนที่มีภาษีมรดกก็ต้องเห็นใจคนที่มีรายได้น้อยกว่า" เป็นเพียงประโยคสั้นๆ ที่นายกรัฐมนตรี พยายามอธิบาย ถึงหลักคิดของครม.ต่อกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นข้อบังคับหนึ่ง ที่จะมีผลโดยตรงกับผู้มีสิทธิ์รับมรดก ซึ่งแน่นอนไม่ได้มีเฉพาะเศรษฐีเท่านั้น แต่ยังหมายความถึงทุกคนที่ได้รับมรดก ซึ่งอาจมีคนระดับกลาง ผู้มีรายได้น้อยรวมอยู่ด้วย
หลักคิดของครม.ต่อเรื่องนี้จึงมีการ มองประเด็นปัญหาในรายละเอียด การรับมอบมรดกของผู้มีรายได้น้อย เข่น กรณีตัวอย่าง ลูกของเกษตรกรที่มีไร่นาจะทำอย่างไร ถ้าไม่มีเงินสดไปเสียภาษี ประเด็นเหล่านี้จะมีระบุเป็นข้อยกเว้นเอาไว้ ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น เพราะกฎหมายนี้ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 6 เดือน โดย 3 เดือนแรก พิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอีก 3 เดือนจากประกาศใช้ต้องนับไปอีก 90 วัน จึงจะใช้ได้
ประเด็นข้อกังวลของผู้มีรายได้น้อย ที่อาจต้องมีภาระ การจ่ายภาษีมรดก เป็นข้อกังวลต้นๆ ของผลกระทบจากพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกฯ ซึ่งมีรายละเอียดภาษี โดยคร่าวๆ คือ จะมีการเรียกเก็บภาษีมรดกร้อยละ 10 จากมูลค่ามรดกส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท มีการคาดโทษปรับ 5 แสนบาท สำหรับผู้ไม่ยื่นเสียภาษี และปรับ 4 แสนบาท-จำคุก 2 ปี สำหรับผู้หลีกเลี่ยง พร้อมกันนี้ ยังมีการแก้ประมวลรัษฎากร การโอนทรัพย์สินให้บุตรต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท
นอกจากในมุมของ ผู้รับมรดกที่กังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายภาษีที่เพิ่มเข้ามาแล้ว หลายคนมองไกลไปถึง ผลกระทบที่อาจตามมา จากการเรียกเก็บภาษีมรดกว่าจะส่งผลอย่างไร ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การถือครองและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น หากพ่อต้องการโอนที่ดินให้ลูก เพื่อนำไปพัฒนาจะทำให้ต้องเสียภาษีมรดกแพงถึง 10% กรณีนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะโดยปกติแล้วการทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต้องดำเนินธุรกิจในรูปบริษัท การซื้อที่ดินถือเป็นต้นทุนการพัฒนา จึงไม่ได้ถือในนามบุคคลเพราะถือบริษัท ดังนั้นการได้ที่ดินมาต้องเป็นการซื้อ-ขาย ซึ่งโดยปกติการซื้อ-ขายอสังหาฯ จะมีภาระค่าธรรมเนียมการโอนที่ 2% และค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของมูลค่าที่ดิน ซึ่งเป็นอัตราปกติอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับภาษีมรดกโดยตรง
ในทางตรงข้ามภาษีมรดกฯ และรวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ซึ่งจะเรียกเก็บภาษีจากการถือครองที่ดินไว้ โดยไม่ใช้ประโยชน์ จะยิ่งเป็นการกระตุ้น ให้เจ้าของที่ดินขายที่ดินออกมา ซึ่งผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินหลายรายมองว่า ภาษีทั้ง 2 ตัวนี้จะช่วยให้หาซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาได้ง่ายขึ้น






