การลงทุนภาครัฐที่น่าจะเริ่มขับเคลื่อนได้โดยเฉพาะโครงการลงทุนในโครงข่ายพื้นฐาน เช่น ระบบขนส่งมวลชนและรถไฟรางคู่
ในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.6% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมเนื่องจากปัจจัยทั้งภายใน และภายนอกประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยนับตั้งแต่เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ทั้ง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก สำหรับปัจจัยภายในประเทศคือมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจด้วยเงิน 3.6 แสนล้านบาทของภาครัฐยังไม่ช่วยให้การบริโภคและการลงทุนให้ขยายตัวได้ดังที่คาดหวัง ส่งผลกระทบทำให้ต้องปรับคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี 2557 ลงเหลือเพียงร้อยละ 1% จากที่คาดการณ์ไว้เดิมในเดือนสิงหาคม ที่ร้อยละ 1.5-2.0%
นอกจากนี้ยังได้ปรับคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีหน้านี้ ลงเหลือร้อยละ 3.5-4.5 จากเดิมร้อยละ 4.0-5.0 เนื่องด้วยปัจจัยหลักคือฐานเศรษฐกิจปี 2557 อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าระดับปกติ (ที่ครึ่งแรกของปี 2557 มีการชุมนุมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล) โดยมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยคือ สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความสงบ เศรษฐกิจและการค้าของโลกกระเตื้องดีขึ้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐน่าจะขยายตัวขึ้นด้วย สิ่งที่อยู่ในการควบคุมของภาครัฐได้ คือ การลงทุนภาครัฐที่น่าจะเริ่มขับเคลื่อนได้ โดยเฉพาะโครงการลงทุนในโครงข่ายพื้นฐาน เช่น ระบบขนส่งมวลชน และรถไฟรางคู่ที่น่าจะเจรจากับประเทศจีนในการจะเข้ามาลงทุน/ร่วมลงทุนได้แล้ว การส่งออกที่ตั้งเป้าหมายการขยายตัวไว้เพียงร้อยละ 4.0 ก็น่าจะมีความเป็นไปได้และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลก
สิ่งท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ มีอยู่ 2 ประการคือ (1) ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก (ยูเครน) คาบสมุทรเกาหลี ที่อาจเกิดเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นได้ และ (2) ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดต่ำกว่าปกติที่ราคาน้ำมันเบรนท์ลงมาอยู่ระดับ 80 ดอลลาร์/บาเรล ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นกลับมาอยู่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 100 ดอลลาร์/บาเรล จากทั้งความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นหรืออาจเกิดจากความไม่สงบทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆ ของโลก
สำหรับปัจจัยภายในประเทศที่เป็นเรื่องที่ยาก คือ การขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่ดูจะมีความก้าวหน้าค่อนข้างช้า ตัวอย่างเช่น โครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาทแต่จำกัดจำนวนไม่เกิน 15 ไร่ ในวงเงิน 40,000 ล้านบาท ที่มีความล่าช้าในกระบวนขั้นตอนการทำงาน ที่น่าจะรวมไปถึง มาตรการในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 8,200 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนเกษตรกร ดังนั้น การจะเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือนจึงอยู่ที่ การทำให้รายได้ของเกษตรกรสินค้าเกษตรหลักๆ ได้แก่ ข้าว ยางพารา อ้อย และมันสำปะหลัง เพิ่มสูงขึ้นให้ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ยากสำหรับทีมเศรษฐกิจ ที่รู้คำตอบว่าด้วยการทำให้ราคาเพิ่มขึ้น การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ทำได้ยากว่าจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
สำหรับการกระตุ้นในประชาชนของกลุ่มแรงงานที่มีรายได้น้อยหรือระดับปานกลางก็เป็นโจทย์หินเช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่าแรงงานส่วนใหญ่ตกอยู่ในกับดักหนี้ ที่หนี้สินของครัวเรือนในปัจจุบันสูงถึงร้อยละ 83 ของ GDP ที่แปลง่ายๆ ว่าประชาชนโดยรวมจะมีหนี้อยู่สูงถึงร้อยละ 83 ของรายได้ อันเกิดจากการนำเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบันไปแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ โครงการรถเอื้ออาทร ที่กระตุ้นให้ประชาชนซื้อรถยนต์ซึ่งจะผูกมัดการผ่อนชำระเป็นเวลา 5 ปี ดังนั้น จึงทำให้มีเงินเหลือที่จะจับจ่ายใช้สอยในสินค้าอื่นๆ ลดน้อยลง ดังปรากฏว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ลดลงถึงร้อยละ 40 และยังน่ากระทบต่อยอดการผลิต/การจำหน่ายไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า หนี้ครัวเรือนที่สูงนี้เป็นตัวจำกัดที่สำคัญของกำลังซื้อเพราะว่าไม่สามารถจะก่อหนี้ได้เพิ่มขึ้น เครดิตในการขอสินเชื่อในการซื้อสินค้าคงทนถาวรอื่นๆ ก็ติดเพดานการใช้จ่าย
นอกจากนี้แล้วรัฐบาลเองก็มีข้อจำกัดในการหาเงินมาสำหรับแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะหนี้สินเองก็จะเริ่มถูกจำกัดมากขึ้น ทั้งนี้ หนี้สาธารณะคงค้างของรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2557 มีมูลค่า 5.691 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 46.5 ของ GDP และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกจากความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวที่มีมูลค่า 600,000-900,000 ล้านบาท ที่ปรากฏข่าวว่าอาจต้องออกพันธบัตร (หรือการกู้เงิน) มาชดเชยความเสียหาย ทำให้รัฐบาลเองมีข้อจำกัดในการหาเงินมาสำหรับการลงทุนในโครงการลงทุนในบริการพื้นฐานต่างๆ
จึงเป็นคำถามว่าความเสียหายมูลค่ามหาศาลจากความผิดพลาดของโครงการประชานิยมเหล่านี้จะปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบ แต่แก้ไขง่ายๆ ด้วยการกู้เงินมาชดใช้ที่ประชาชนต้องชดใช้หนี้ไปอีก 30 ปี หรือการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการปัดภาระไปให้ประชาชน จะเป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรมแล้วหรือ








