ย้อนไปก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งประเทศไทยถูกยึดครองโดยรัฐบาลชุด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเทศชาติ
และประชาชนแตกแยก มีการฆ่า ประทุษร้ายกันเกือบทุกวัน โดยการใช้อาวุธสงครามยิงกราดเข้าใส่ประชาชน มีการใช้อำนาจรัฐ เข่นฆ่าประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ประเทศใกล้จะล่มสลาย ในที่สุดคณะทหารนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตัดสินใจเข้าปกครองประเทศ โดยเรียกคณะนี้ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ - ผู้คืนความสุขให้ประชาชน (คสช.) ท่ามกลางความยินดีแซ่ซ้องสรรเสริญ คสช.ได้ปกครองประเทศอย่างร่มเย็นเป็นสุข พยายามวางระบบต่างๆ ให้เกิดความสงบเรียบร้อย จนต่อมาภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนก็ได้รัฐบาลซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้การดูแลของ คสช. ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นผู้นำอยู่ การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระยะเวลาเป็นขั้นตอนตามเป้าหมายที่กำหนด (Road map)
เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลชุดนี้ประกอบด้วยนายทหารเป็นส่วนใหญ่ มีพลเรือนน้อยมาก เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่ขาดไปคือพลเรือนที่เชี่ยวชาญในเรื่องการศึกษาและพลเรือนที่เชี่ยวชาญทางด้านต่างประเทศ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ มิได้มีบทบาทสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐบาล ทหาร และ คสช. พยายามรักษาไว้คือความสุจริตต่อประเทศชาติ
ต่อมามีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และมีการแต่งตั้งกรรมาธิการการปฏิรูป เพื่อบัญญัติให้มีรัฐธรรมนูญในสภานิติบัญญัติแห่งชาติสำหรับปี พ.ศ.2557 กิจการได้ดำเนินไปอย่างเร่งรีบ โดยเฉพาะ สปช. และกรรมาธิการซึ่งประชุมกันทุกวัน รัฐได้แต่งตั้งเงินเดือนรวมทั้งเงินประจำตำแหน่งเป็นค่าประมาณหนึ่งแสนกว่าบาท ซึ่งนับว่าพอสมควร แต่ค่าเบี้ยประชุมซึ่งประชุมกันทุกวัน คิดแล้วแต่ละคนได้เงินจำนวนเกือบล้านและจำนวนคนก็มาก ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินไปเป็นจำนวนคงไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาท
ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะประชาชนเองก็ฝากความหวังไว้กับรัฐบาล คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตลอดจนกรรมาธิการปฏิรูปที่มีจำนวนมากมาย
สิ่งที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงอนาคตของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นอย่างไรเมื่อรัฐบาลที่ปกครองด้วยทหารสิ้นสุดลง ปัจจัย 2 ประการที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศคือ
1.คุณภาพของประชาชนในการพัฒนาประเทศ
ที่มีความสำคัญที่สุดคือ ธรรมะในการดำเนินชีวิต มีสติปัญญาและวิสัยทัศน์ ในการช่วยคิดหาทางพัฒนาประเทศ และมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรื่องธรรมะนั้น ถ้าชายไทยได้บวชเรียนโดยมีพระอุปัชฌาย์คอยดูแลให้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะช่วยได้มาก ปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งคือการศึกษา ที่สอนให้คนรู้จักคิด รอบรู้ เฉลียวฉลาดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตน จากข้อเท็จจริงที่มีผู้ศึกษาไว้ว่า ประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ มีอัตราครูระดับปริญญาใกล้เคียงกันมาก ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการศึกษา แต่ประเทศไทยนั้นต้องยอมรับว่า ระบบการศึกษาของไทยล้มเหลวมาตลอด เพราะครูขาดความรับผิดชอบไม่มีความผูกพันกับศิษย์ ความจริงครูที่ดีนั้นยังมีอยู่แต่เป็นจำนวนน้อย ประกอบกับระบบที่ตั้งขึ้นมีส่วนไม่เอื้ออำนวยต่อการเป็นครูที่ดี เรื่องการศึกษานี้ต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและครบวงจร
2.ความมั่นคงของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
ในอดีตรัฐบาลไทยตั้งขึ้นจากการเลือกตั้งนักการเมือง ซึ่งมี 2 พรรค คือพรรคเพื่อไทย (ไทยรักไทย) และพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็กๆ อีก 2-3 พรรค เช่น พรรคกิจสังคม เป็นต้น จากการเลือกตั้งก็ได้นายกรัฐมนตรีจากพรรคที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด ตั้งรัฐบาลจากผู้แทนในพรรค และบางครั้งถ้าเสียงข้างมากไม่พอก็ต้องขอความช่วยเหลือจากพรรคเล็กๆ ที่มีอยู่ ดังนั้น อำนาจต่อรองของสมาชิกผู้แทนจึงมีมากในการแย่งกันเป็นรัฐมนตรี และเนื่องจากในกรณีที่หัวหน้ารัฐบาลมีความโลภ ก็จะมีปัญหาในการทุจริตเกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่มีความตั้งใจจะบริหารประเทศเท่าใด
ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 คณะรัฐบาลที่มีความมั่นคงที่สุดคือ ฯพณฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งปกครองประเทศอยู่นานถึง 8 ปี มีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ เป็นรัฐมนตรี แต่ด้วยความตั้งใจจริง ความซื่อสัตย์สุจริต มีศีลธรรม ปรากฏว่าการฉ้อฉลในขณะที่ท่านเป็นรัฐบาลนั้นมีน้อย และทำให้ประเทศซึ่งใกล้จะล้มละลายมีเศรษฐกิจที่มั่นคงขึ้นอย่างมากมาย
รัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน ในสมัยแรกเกิดขึ้นจากการปฏิวัตินำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร และได้ขอเชิญคุณอานันท์ ปันยารชุน จัดตั้งรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีที่คุณอานันท์เลือกเอง ทางทหารไม่ได้เกี่ยวข้อง รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศด้วยความรู้ ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และปราศจากการทุจริต เป็นรัฐบาลที่ประชาชนชาวไทยภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปปีกว่า ก็ได้ลาออกและให้มีการเลือกตั้งใหม่ ผลปรากฏว่าการเลือกตั้งได้แก่นายกคนใหม่คือ คุณณรงค์ วงศ์วรรณ ซึ่งมีชื่อใน blacklist ของต่างประเทศ จึงบริหารประเทศไทยไม่ได้ คุณอานันท์รับหน้าที่เป็นรัฐบาลครั้งที่ 2 เพื่อยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ จากนั้นประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคมืดที่ไม่เห็นแสงสว่างอีกเลย
สิ่งที่ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นจากรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ 8 ปีเต็ม และคุณอานันท์ ปันยารชุน ครั้งแรก ว่ารัฐบาลที่ดีทำประโยชน์ให้ประเทศชาตินั้น ต้องประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือผู้นำและรัฐมนตรีที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ดังนั้น ในปัจจุบันนี้เมื่อหมดวาระของรัฐบาลทหารแล้ว ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ดีมีความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต มีประสบการณ์ในการนำพาประเทศไทยให้ยืนได้อย่างสง่างามในสังคมโลก วิธีการที่จะได้รัฐบาลอย่างนี้ ควรมาจากการสรรหาบุคคลที่ดี เหมาะสม ไม่ทุจริต ตั้งใจทำงานให้ประเทศ และให้ประชาชนชาวไทยได้เลือกจากบุคคลที่สรรหาไว้แล้วมาบริหารประเทศต่อไป มีอำนาจในการบริหารแผ่นดินโดยไม่เกี่ยวข้องกับสมาชิกสภาผู้แทนซึ่งจะมีการเลือกตั้ง และเข้ามาควบคุมแนะนำในการบริหารงานของรัฐบาลและดูแลทุกข์สุขของราษฎรที่ตนเองได้รับเลือก แต่ไม่ให้เป็นรัฐมนตรี วิธีดังกล่าวเป็นวิธีใหม่ แต่ก็น่าจะลองดูเพราะในขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้วิธีนี้คือรัฐบาลมาจากการเลือกประธานาธิบดีและประธานาธิบดีเลือกรัฐมนตรีของตนเอง สภาคองเกรสเพียงแต่ควบคุมดูแลอนุมัติในการออกกฎหมายต่างๆ เท่านั้น
ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศไทยจะทราบว่าประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เราต่อสู้มาตลอดด้วยบารมีของพระมหากษัตริยาธิราชและประชาชนร่วมกัน จนปัจจุบันเรามีแผ่นดินที่อยู่อาศัยอย่างสุขสบาย ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยขณะนี้ ต้องช่วยกันสร้างอนาคตของประเทศให้รุ่งเรืองเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ให้ลูกหลานไทยได้อาศัยอยู่ต่อไป
ชาติ คือ หมู่ชนที่รวมกลุ่มกันอยู่โดยไม่แบ่งแยก
ศาสนา คือ หัวใจสำคัญที่สอนให้ผู้คนมีธรรมะ
พระมหากษัตริย์ คือ องค์พระประมุขที่ร้อยรัดดวงใจของคนไทยไว้ด้วย ทศพิธราชธรรม ดังเช่นที่เรามีล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในปัจจุบันนี้
คนไทยที่เกิด พ.ศ.2474
(ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองหนึ่งปี พ.ศ.2475)









