วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา G-20 ถกเลิกอุ้มแบงก์

วาระการประชุมของกลุ่ม G-20 เป็นเวลา 2 วันในช่วงสุดสัปดาห์นี้ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย

ที่ถูกจับจ้องมากที่สุดคือ การหาจุดจบให้กับมาตรการอุ้มแบงก์หรือที่เรียกกันว่า End too-big-to-fail ของคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพทางการเงินที่มีชื่อว่าThe Financial Stability Board (FSB) ที่มีนายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษเป็นประธาน ซึ่งได้ข้อสรุปนำมาเป็นข้อเสนอในการประชุมครั้งนี้ภายใต้กรอบใหม่ ที่ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเงินทุนและกฎเกณฑ์การกำกับดูแลขนานใหญ่ เพื่อให้ระบบธนาคารของกลุ่ม G-20 ที่มีธุรกรรมทางการเงินครอบคลุมเกือบทั้งโลกนั้นมีความมั่นคง เข้มแข็ง และมีความน่าเชื่อถือ โดยที่นายคาร์นีย์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "เป็นความไม่ยุติธรรมสำหรับผู้จ่ายภาษีที่จะให้ความช่วยเหลือแบงก์ หลังจากเกิดวิกฤติการเงินตั้งแต่ปี 2008-2009 เป็นต้นมา"

โดยระบบการเงินใหม่นี้มีการคาดการณ์ว่านายคาร์นีย์ในฐานะประธาน FSB จะเสนอให้ระบบแบงก์ของกลุ่ม G-20 ต้องดำรงเงินทุนอย่างน้อย 16-20% ของเงินทุนทั้งหมด จะประกันได้ว่าผู้ถือหุ้นของแบงก์ และผู้ให้เงินกู้ยืมที่หมายถึงผู้ถือพันธบัตรหรือตราสารหนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่จะแบกรับการสูญเสียในอนาคต หากแบงก์ประสบปัญหาการดำเนินงาน มีฐานะการเงินที่ล้มเหลว จนไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ด้วยเงินของตัวเองได้ ซึ่งข้อเสนอการดำรงฐานะเงินทุนดังกล่าวถือว่าเป็นมาตรการเข้มข้น เพราะหากมองไปในวันข้างหน้าปัญหาของระบบแบงก์โดยเฉพาะในยุโรปยังไม่อาจจะก้าวพ้นวิกฤติการเงิน และวิกฤติหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในรอบล่าสุดนี้ไปได้ เนื่องจากช่วง 5-6 ปีมานี้ ยุโรปยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลต่อหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่ได้มีการปรับโครงสร้างระบบแบงก์แต่อย่างใด

แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ธนาคารเพื่อการหักชำระบัญชีระหว่างธนาคาร หรือ BIS (Bank For International Settlements) ประเมินก่อนหน้านี้ว่า หนี้เสียของระบบแบงก์ยุโรปมีมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยที่แบงก์ในสหรัฐก็มีจำนวนหนี้เสียเป็นจำนวนเงินถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน ซึ่งล้วนเป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นมียอดสะสมมาจากวิกฤติการเงินในรอบล่าสุดนี้ หากแบงก์ยอมรับในกฎเกณฑ์ใหม่ก็จะเป็นหลักประกันได้ในระดับให้ต้องมีความระมัดระวังกับการดำเนินธุรกิจในอนาคต เพราะในระบบใหม่นี้หากแบงก์ทำผิดพลาด เจ้าหนี้และสถาบันใหญ่ที่เข้าอุ้มหนี้ธนาคารจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แทน ขณะที่เปรียบเทียบกับระบบเดิมนั้น แบงก์ ผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้ได้ผลประโยชน์แต่ประชาชนรุ่นต่อไปจะต้องชดใช้จากเม็ดเงินภาษีที่เข้าไปอุ้ม เพราะรัฐบาลต้องก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินไปอุ้มกลายเป็นผู้จ่ายภาษีต้องช่วยเหลือแบงก์

ท้ายที่สุดการประชุมสุดยอดผู้นำ G-20 คงต้องเลือกที่จะยอมรับในการกินยาขม โดยกดดันให้แบงก์เพิ่มฐานะเงินทุนให้เข้มแข็งมั่นคง เนื่องจากภายใต้โครงสร้างการเงินเก่านั้น ระบบแบงก์ได้ดำเนินธุรกิจที่มีความสุ่มเสี่ยงสูงขึ้นหลายสิบเท่าตัว ทำให้ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ต้องพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเกือบ 20 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE (Quantitative Easing) เพื่ออุ้มแบงก์ทั้งระบบและธุรกิจขนาดใหญ่เอาไว้ โดยผลักภาระไปในอนาคตจากปัญหาเสี่ยงภัยที่ต้องยืนบนปากเหวระหว่างความเปราะบางจากเศรษฐกิจที่จะถดถอยอีกยาวนาน กับปัญหาเงินเฟ้อที่จะรุนแรงมากขึ้นจากการเสื่อมค่าในสกุลเงินของตัวเองนับจากนี้ไป