ข้อสรุปล่าสุด จากการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (12 พ.ย.) แม้จะไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
และหัวหน้าคสช. นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 25 ที่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จนทำให้วาระประชุมเรื่อง พ.ร.บ.ภาษีมรดก ต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า (อังคาร 18 พ.ย.) แต่ในการประชุม ครม. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม รักษาการนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานฯ ได้ลงมติเห็นชอบโครงการ ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้ "การท่องเที่ยววิถีไทย เป็นวาระแห่งชาติในปี 2558"
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมฯได้อนุมัติเห็นชอบตามที่ กระทรวงฯเสนอให้การท่องเที่ยววิถีไทยเป็นวาระแห่งชาติประจำปี 2558 ซึ่งผ่านที่ประชุม คสช. เห็นชอบเบื้องต้นมาแล้ว
"สิ่งที่น่าจะเป็นจุดขายดีที่สุด คือชีวิตความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบัน ซึ่งได้การตอบรับที่ดีมากจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยววิถีไทยจะเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ ที่มีการพัฒนา นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมความเป็นอยู่ และซื้อสินค้าต่างๆ ถือเป็นการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ" เป็นคำอธิบายเหตุผลและแนวคิด โครงการท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีรายละเอียดที่ต้องลงลึกอีกหลายเรื่อง
อย่าลืมว่าธุรกิจท่องเที่ยว เป็นหน้าตาของประเทศ เป็นสื่อวัฒนธรรมแบบบอกต่อ ที่นักท่องเที่ยวจะเป็นเสมือนทูตเผยแพร่ ความประทับใจทั้งเรื่องดีและไม่ดี ไปสู่สายตาชาวโลก ซึ่งทุกวันนี้สามารถบอกต่อได้รวดเร็ว ล่อแหลม และลุกลาม ยิ่งกว่าจุดไฟในกองฟาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย หากเกิดขึ้นและสกิดใจนักท่องเที่ยวแล้ว ยากที่จะควบคุมหรือกำหนดกรอบเนื้อหาเหล่านั้นได้ อย่างกรณี ฆาตกรรมที่เกาะเต่า ซึ่งกลายเป็นภาพจดจำเชิงลบของท่องเที่ยวไทย ไปได้เพียงชั่วข้ามคืน
กรณีที่ผ่านมา เป็นการท่องเที่ยวแบบปกติตามสถานบริการแบบมืออาชีพ ที่เปิดบริการมานานนับสิบปีแล้ว เรายังไม่สามารถกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัย ปลอดสิ่งผิดกฎหมายได้
ดังนั้น หากไทยจะเดินหน้าโครงการท่องเที่ยวระดับชุมชน ดึงเอาวิถีความเป็นไทยมาเป็นจุดขายซึ่งเป็นแนวทางที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ภาครัฐไม่ควรมองข้าม และต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ มาตรฐานการดูแลเรื่องความปลอดภัย และการไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกับดักปัญหา ที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากหากเราไม่มีมาตรการคุ้มครองที่ดีพอ
โดยส่วนตัวแล้ว สนับสนุนแนวคิดเรื่อง การท่องเที่ยววิถีไทย เพราะเชื่อว่าขายได้แน่นอน
แต่บอกตามตรง... ยังหวั่นเกรงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และความเป็นธรรม เพราะแม้แต่นักท่องเที่ยวไทยเอง ยังมีปัญหาอยู่บ่อยครั้ง จึงอยากฝากถึงรัฐบาล อยากให้เน้นความสำคัญเรื่องนี้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันปัญหา ดีกว่าปล่อยให้เกิดเหตุ เพราะเราจะไม่สามารถควบคุมข่าวลือ และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้เลย หากภาพพจน์เสียหายไปแล้ว การฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับมาเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า






