ปฏิรูป กับ ปรองดอง เรื่องเดียวกันหรือคนละเรื่อง? หรือเราควรจะเดินหน้า ปฏิรูปเพื่อการปรองดอง?
คำตอบย่อมอยู่ที่การตีความคำ “ปรองดอง” ว่ากินความถึงการทำความผิดมากน้อยเพียงใด และหากเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความประพฤติมิชอบด้านคอร์รัปชัน จะสามารถ “ปรองดอง” กันได้หรือไม่
“ปรองดอง” กับ “รอมชอม” ย่อมไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะคำแรกมีความหมายในทางการเสียสละของแต่ละฝ่าย เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ขณะที่คำหลังอาจกินความไปถึงการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ของสองฝ่าย โดยไม่สนใจว่าผลประโยชน์ส่วนกลางจะได้รับผลกระทบหรือไม่
แย่กว่า “รอมชอม” คือ “เกี้ยเซียะ” ซึ่งเข้าข่ายการแอบตกลงอะไรกันบางอย่าง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์หรือไม่เสียประโยชน์
กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะ “ถอดถอน” หรือ “ไม่ถอดถอน” สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กับนิคม ไวยรัชพานิช ย่อมโยงใยไปถึงอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้านหนึ่งของสมาชิก สนช. บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไปแล้ว ดังนั้น การจะถอดถอนบุคคลจากตำแหน่งที่ไม่มีอยู่แล้วเพราะรัฐธรรมนูญยกเลิกไป ไม่สามารถทำได้
อีกด้านหนึ่งยืนยันว่าแม้รัฐธรรมนูญ 2550 หมดสภาพไปแล้ว แต่ความผิดของผู้ที่ถูกกล่าวหายังไม่ได้หายไปไหน และกฎหมายว่าด้วยความผิดของทั้งสองคดีก็ยังระบุชัดเจน
นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่งว่า
“เอาเรื่องปรองดอง เรื่องผิดกฎหมาย เรื่องคดีความ เอามาปนกันหมด มันก็แกะอะไรไม่ออกเลยสักอัน”
สะท้อนถึงความอึดอัดของสถานการณ์ ไม่เฉพาะสำหรับนายกรัฐมนตรี แต่คนในสังคมไทยที่ติดตามสถานการณ์การปฏิรูปบ้านเมืองก็ย่อมจะมีความรู้สึกว่ายังไม่ทันไร คนสองกลุ่มเก่าที่มีผลประโยชน์ผูกติดกับอดีต และกลุ่มการเมืองสองขั้ว ก็กลับมาสร้างความขัดแย้งรอบใหม่อีกรอบหนึ่ง
สังคมไทยยังหนีไม่พ้นวิบากกรรมเกี่ยวกับทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอยู่ดี
สนช.ลงมติ 87 ต่อ 75 งดออกเสียง 15 เห็นว่า สนช.มีอำนาจรับเรื่อง “ถอดถอน” สมศักดิ์-นิคม หลังจากต้อง “ประชุมลับ” กันนานกว่า 3 ชั่วโมง
สมาชิก สนช.ที่เป็นสายทหาร 30 คนไม่มาประชุม อ้างว่าไปทอดกฐิน ก็สะท้อนเช่นกันถึงความอึดอัดของคนในเครื่องแบบในกรณีนี้ การไม่ปรากฏตัวในการลงมติเรื่องสำคัญต่อบทบาทของ สนช. เช่นนี้เป็นการตอกย้ำปรากฎการณ์ “สองฝ่ายจะตีกันอีก ฝ่ายที่สามหลบไปดูท่าทีก่อนดีกว่า”
แต่การถอดถอนจะเกิดผลจริงได้ก็เมื่อมีเสียงถึง 3 ใน 5 ของ 220 เสียง หรือจะต้องได้ 132 เสียง
วิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่าการจะได้ถึง 132 เสียงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการถอดถอนจริงจังอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการ “แบ่งค่าย” โดยมีเหตุแห่งความบาดหมางเดิมจะหายไป
เพราะเมื่อคนที่ได้รับหน้าที่เข้ามาเป็น สนช. และสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ไม่ได้มีเป้าหมายของการ “ปฏิรูป” จริง หากแต่มี “ธง” ของตนเองไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็สรุปล่วงหน้าได้เลยว่ากระบวนการปฏิรูปจะไม่สามารถเกิดผลได้จริงจังแต่อย่างใด
การ “ปรองดอง” กับ “ปฏิรูป” ไปด้วยกันได้ ก็ต่อเมื่อการปฏิรูปนั้นมีเป้าหมายของการยกเครื่องประเทศชาติ โดยฝ่าข้ามความขัดแย้งแต่ก่อนเก่า ที่เป็นสาเหตุของการต้องมานั่งปฏิรูปภายใต้การกะเกณฑ์ของ “อำนาจพิเศษ” ของ คสช.
“ปฏิรูปเพื่อการปรองดอง” ต้องหมายถึงการตั้งผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และต้องเลิกเกาะเกี่ยวกับกลุ่มการเมืองไม่ว่าจะเป็นค่ายใดสีใด
ปฏิรูปต้องหมายถึงผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ไม่มี “ฮั้ว” ไม่มี “เกี้ยเซียะ” และหากความผิดนั้นเป็นเรื่องอาญาหรือคอร์รัปชัน ก็ย่อมไม่เกี่ยวกับคำว่า “ปรองดอง” แต่อย่างใด
บางคนบอกว่าจะต้องพิจารณาทั้งด้าน “นิติศาสตร์” และ “รัฐศาสตร์” ในการมองกรณี “ถอดถอน” ที่ว่านี้
แต่ไม่ว่าจะเป็น “นิติศาสตร์” หรือ “รัฐศาสตร์” ความถูกผิดชั่วดีย่อมจะต้องมีมาตรฐานเดียว นั่นคือหากเป็นความผิดที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นใครหรือมีตำแหน่งแห่งหนใด
หาไม่แล้วอาจถูกมองว่าข้ออ้าง “ปฏิรูปเพื่อปรองดอง” นั้นแท้จริงแล้วก็เป็น “นิรโทษกรรมซ่อนรูป” เท่านั้น
ถ้าไม่ปฏิรูปเพื่อสะสางบ้านเมืองจริง ไฉนหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่สุดของการ “ปฏิรูป” ครั้งนี้จะระบุว่าเป็นเรื่องคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลเล่า?









