หากประชาชนยอมรับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจริง เราคงไม่เห็นการเคลื่อนไหวของประชาชนบางส่วน
ที่ออกมาแสดงความยินดีเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร
บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำกล่าวในเชิงเหยียดหยามจากบรรดานักการเมืองอาชีพที่ออกมาพร่ำบ่นถึงความไม่เข้าใจประชาชนของคณะหรือบุคคลที่มาทำหน้าที่แทนนักการเมืองชั่วคราว ว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจประชาชนเหมือนอย่างที่ตนเองเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะตนได้รับรู้และคลุกคลีอยู่กับความเดือดร้อนทุกข์ยากแสนเข็ญของประชาชน นำมาสู่การกล่าวอ้างถึง “สิทธิ” ที่ไม่พึงได้ในการทำหน้าที่ในนามของประชาชนเช่นเดียวกับนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างที่ตนเองประสบมา อันเนื่องมาจากการไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนเหมือนกับนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งไม่เชื่อมั่นในภูมิปัญญาและฝีมือว่าจะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือยอมรับ เลื่อมใส และศรัทธาได้เช่นเดียวกับนักการเมืองมืออาชีพ
พฤติกรรมที่แสดงออกมาในลักษณะดังกล่าวได้ถูกผูกขาดโดยบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เวียนว่ายอยู่ในวงจรของการเลือกตั้งที่ยังคงเป็นที่สงสัยของสังคมว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นตัวแทนของประชาชนที่แท้จริงหรือไม่ แต่ทว่าการผ่านสิ่งที่เรียกว่า “กระบวนการเลือกตั้ง” ทำให้บุคคลเหล่านั้นนำสิทธิที่ได้จากกระบวนการไปใช้เสมือน “ดาบอาญาสิทธิ์” อ้างถึงความชอบธรรมในการกระทำเรื่องต่างๆ ได้โดยอ้างอิงสิทธิของความเป็นผู้แทนประชาชน
ดังนั้น จึงกลายเป็นข้ออ้างว่า การกระทำอย่างใดที่มีที่มาโดยอ้างถึงเหตุผลและความจำเป็นที่มาจากความต้องการจากประชาชน หากการดำเนินการนั้นๆ ปราศจากนักการเมืองจากการเลือกตั้งเข้าไปมีส่วนร่วมในวัฏจักรหรือกลไกเหล่านั้น ก็ไม่อาจนำไปตีตราประทับรับรองกล่าวอ้างได้ว่าเป็นการทำเพื่อประชาชน เพราะคณะบุคคลที่ดำเนินการไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่มีรายละเอียดเนื้อหาสาระที่น่าสนใจกลายเป็นสิ่งเลวร้ายเพียงเพราะขาดบุคคลกลุ่มหนึ่งที่สถาปนาความชอบธรรมว่ามาจากการเลือกตั้งอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปมีส่วนร่วม
ตรงกันข้ามแนวคิดในหลายโครงการหรือกิจกรรมที่นักการเมืองอาชีพเข้าไปมีส่วนร่วมหรือบรรจงจัดทำขึ้นอย่างสร้างสรรค์ กลายเป็นข้อสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากลในลักษณะต่างๆ อันนำไปสู่ข้อครหาอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในเวลานั้นหรือเวลาต่อมาแก่ประชาชนจำนวนมาก
นอกจากนี้การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมายังเป็นที่ถกเถียงถึงความถูกต้องโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งที่ทำให้ได้ผู้แทนประชาชนมาทำหน้าที่อันทรงเกียรติ ไม่เพียงแต่สัดส่วนของประชาชนเสียงข้างมากที่มาใช้สิทธิเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมดว่าเป็นผู้แทนประชาชนอย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งนักการเมืองแต่ละท่านนั้นเป็นเพียงบุคคลที่ได้รับความนิยมในพื้นที่เลือกตั้งนั้นๆ เท่านั้น หากย้ายไปลงในพื้นที่เขตเลือกตั้งอื่นก็ไม่แน่ว่าจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ หรือแม้แต่ลงเลือกตั้งในพื้นที่เดิมในสมัยต่อไปยังจะได้รับการเลือกตั้งให้กลับมาอีกหรือไม่ ยังรวมไปถึงนักการเมืองในระบบบัญชีรายชื่อ (party list) ที่อาจไม่เคยลงไปสัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ ความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นผู้มีอำนาจในพรรคการเมืองหรือเป็นบุคคลที่พรรคให้การสนับสนุนเนื่องมาจากการมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้รับตำแหน่งอย่างที่เราทราบกัน
เช่นนี้แล้วหากประชาชนยอมรับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจริง เราคงไม่เห็นการเคลื่อนไหวของประชาชนบางส่วนที่ออกมาแสดงความยินดีเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารอันเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยในแต่ละครั้ง แม้จะทราบดีว่าภายหลังการดำเนินการดังกล่าวบ้านเมืองจะได้รับผลกระทบจากความเสื่อมถอยและความเสียหายจากการยอมรับของนานาประเทศก็ตาม ยิ่งกว่านั้นเราคงไม่มีโอกาสเห็นพลังของประชาชนที่หลั่งไหลออกมาเดินขบวนประท้วงขับไล่รัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยตนเอง
...ทั้งหมดนี้จึงทำให้ไม่อาจเชื่อมั่นได้ว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเลือกทำในสิ่งที่ถูกใจประชาชนโดยคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างสูงสุด









