มติ ครม.เมื่อวันที่ 4 พ.ย.57 ที่เห็นชอบให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กพค.)
ซึ่งมีสถานะคล้ายๆ บอร์ดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดย1ใน8คือนายวิรัช ชินวินิจกุลรองประธานศาลฎีกานั้น ได้สร้างกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวาง
เพราะถือเป็นการตั้งบุคลากรจากศาลยุติธรรมซ้ำยังเป็นถึงรองประธานศาลฎีกาไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการขององค์กรฝ่ายบริหาร
ทั้งๆ ที่ศาลยุติธรรมถือเป็นองค์กรตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตย คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
แต่กรณีของ นายวิรัช มิใช่กรณีแรก เพราะเมื่อวันที่23ก.ย.57ครม.ก็มีมติแต่งตั้งนายอดุลย์ ขันทองผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก็คือพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายามาแล้ว
ที่น่าสนใจคือทั้ง2กรณียังไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของศาลยุติธรรม
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าทั้ง2กรณี ยังมีกรณีของนายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาดผู้พิพากษาอาวุโส ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ก.ต.เช่นกัน โดยอาศัยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557มาตรา41เป็นข้อยกเว้น
บทบัญญัติมาตรา41ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เขียนไว้แบบนี้“ในกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา”
อาจจะด้วยบทบัญญัติดังกล่าวจึงทำให้รัฐบาลกางบัญชีคัดสรรผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเพื่อดึงตัวมาช่วยงานอย่างสบายอกสบายใจ ขณะที่ นายมนตรี ผู้พิพากษาอาวุโสที่ได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. ก็ยังขอตัวผู้พิพากษาอีก2คนไปเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการประจำตัว สนช.อีกด้วย
งานนี้แม้จะไม่ขัดพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 59 (6) ที่ระบุว่า ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดช่องไว้ โดยจะอ้างวิกฤติของบ้านเมืองหรืออะไรก็ตามแต่
ทว่าย่อมเป็นเรื่องผิดหลักการการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจที่ยึดถือกันมายาวนานอย่างแน่นอน
เคยพิจารณาไหมว่า เหตุใดคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ของรัฐมนตรี กับผู้พิพากษาและตุลาการจึงแตกต่างกัน
รัฐธรรมนูญปี50มาตรา175ระบุว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ขณะที่มาตรา201บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”
ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองเมื่อปี2549ผู้คนในแวดวงตุลาการข้ามเส้นเข้ามาคลุกฝุ่นอยู่ในสมรภูมิการเมือง ทั้งด้วยดุลพินิจส่วนตัว และการที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทำหน้าที่คัดกรอง รวมทั้งส่งคนเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
ผ่านมายังไม่ถึง10ปี ผลเป็นอย่างไร คงไม่ต้องอรรถาธิบายให้มากความ!









