วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระวังตาชั่งเอียง

มติ ครม.เมื่อวันที่ 4 พ.ย.57 ที่เห็นชอบให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กพค.)

ซึ่งมีสถานะคล้ายๆ บอร์ดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดย 1 ใน 8 คือ นายวิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกานั้น ได้สร้างกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เพราะถือเป็นการตั้งบุคลากรจากศาลยุติธรรม ซ้ำยังเป็นถึงรองประธานศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการขององค์กรฝ่ายบริหาร

ทั้งๆ ที่ศาลยุติธรรมถือเป็นองค์กรตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตย คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

แต่กรณีของ นายวิรัช มิใช่กรณีแรก เพราะเมื่อวันที่ 23 ก.ย.57 ครม.ก็มีมติแต่งตั้ง นายอดุลย์ ขันทอง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก็คือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา มาแล้ว

ที่น่าสนใจคือทั้ง 2 กรณียังไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของศาลยุติธรรม

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าทั้ง 2 กรณี ยังมีกรณีของ นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาอาวุโส ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ก.ต.เช่นกัน โดยอาศัยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 41 เป็นข้อยกเว้น

บทบัญญัติมาตรา 41 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เขียนไว้แบบนี้ “ในกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา”

อาจจะด้วยบทบัญญัติดังกล่าวจึงทำให้รัฐบาลกางบัญชีคัดสรรผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเพื่อดึงตัวมาช่วยงานอย่างสบายอกสบายใจ ขณะที่ นายมนตรี ผู้พิพากษาอาวุโสที่ได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. ก็ยังขอตัวผู้พิพากษาอีก 2 คนไปเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการประจำตัว สนช.อีกด้วย

งานนี้แม้จะไม่ขัดพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 59 (6) ที่ระบุว่า ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดช่องไว้ โดยจะอ้างวิกฤติของบ้านเมืองหรืออะไรก็ตามแต่

ทว่าย่อมเป็นเรื่องผิดหลักการการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจที่ยึดถือกันมายาวนานอย่างแน่นอน

เคยพิจารณาไหมว่า เหตุใดคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ของรัฐมนตรี กับผู้พิพากษาและตุลาการจึงแตกต่างกัน

รัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 175 ระบุว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ขณะที่มาตรา 201 บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”

ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2549 ผู้คนในแวดวงตุลาการข้ามเส้นเข้ามาคลุกฝุ่นอยู่ในสมรภูมิการเมือง ทั้งด้วยดุลพินิจส่วนตัว และการที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทำหน้าที่คัดกรอง รวมทั้งส่งคนเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ผ่านมายังไม่ถึง 10 ปี ผลเป็นอย่างไร คงไม่ต้องอรรถาธิบายให้มากความ!