เปิดฉากสงครามถึงแพ้สงคราม (1941 - 1945)
ทรงไม่เชื่อมั่นอย่างมาก
ในเดือนก.ค. 1941 การเจรจาระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในจีนมาถึงทางตัน ญี่ปุ่นเริ่มคิดว่าจะต้องเปิดฉากสงครามและส่งกำลังเข้ายึดครองอินโดจีนฝรั่งเศส ในเวลาเดียวกัน สงครามระหว่างเยอรมนีกับสหภาพโซเวียตที่อุบัติขึ้นในเดือนมิ.ย. ก็ทำให้คาดกันว่าจะต้องมีการบุกสหภาพโซเวียต กองกำลังคันโตจึงได้ทำการระดมกำลังอย่างลับๆ โดยเพิ่มจำนวนถึง 500,000 คน การระดมกำลังนี้กระทำโดยการอำพรางในรูปของ “การซ้อมรบพิเศษกองกำลังคันโต”
วันที่ 7 ก.ค. พระจักรพรรดิที่ทรงรับการถวายรายงานจาก โตโจ ฮิเดกิ (東条秀樹) ผู้บัญชาการทหารบกและ สุงิยามา (杉山) อดีตเสนาธิการทหาร ได้ทรงแสดงความห่วงใยต่อ “การปฏิบัติการทางด้านเหนือ (สหภาพโซเวียต) เพิ่มเติมไปจากจีนและอินโดจีนฝรั่งเศส” และได้ทรงเสนอให้ยุติการระดมกำลังด้วยเหตุที่ “การระดมกำลังของกองกำลังคันโตจะส่งผลกระทบทางลบต่อประเทศต่างๆ” วันที่ 1 ส.ค. พระองค์ยังได้ทรงย้ำว่า “กองกำลังที่ส่งไปแมนจูเรียไม่ควรจะบุกสหภาพโซเวียต” ในวันที่ 6 พระองค์ได้ทรงตั้งข้อสังเกตกับเสนาธิการทหารว่า “อย่าทำให้เกิดตัวอย่างหรือแผนร้ายจากแนวโน้มกระหายสงครามของกองทัพบก”
พระจักรพรรดิทรงเกิดความไม่เชื่อในกองทัพบกจากการที่ถูกหักหลังครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเหตุการณ์แมนจูเรียและสงครามจีนญี่ปุ่นที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทั้งๆ ที่ได้ทรงขอให้จำกัดขอบเขตและแสวงหาสันติภาพโดยเร็วอยู่ตลอดเวลา
เมื่อสงครามแปซิฟิกเริ่มขึ้น ท่าทีของกองทัพบกที่ถือเสมือนหนึ่งไม่มีองค์พระจักรพรรดิก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น วันที่ 22 ก.พ. ซาโต เคนเรียว (佐藤賢了) หัวหน้าสำนักงานกำลังพลกองทัพบกได้ขาดจากการร่วมพระกระยาหารโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต วันที่ 20 พ.ค. ทั้งๆ ที่เสนาธิการทหารและผู้บัญชาการประจำกองบัญชาการได้ขอพระราชทานเข้าเฝ้า แต่กลับกลายเป็นการถวายหนังสือแทนโดยพลการ โดยที่พระจักรพรรดิทรงรอตามหมายกำหนดการ
ระลึกถึงนายพลเรือยามาโมโต
ในทางตรงกันข้ามกับความไม่เชื่อถือในกองทัพบก พระจักรพรรดิกลับทรงมีความรู้สึกพิเศษต่อ ยามาโมโต อิโซโรขุ (山本五十六) ผู้บัญชาการกองเรือผสม
ก่อนการโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์เพียงไม่กี่วัน คือ ในวันที่ 3 ธ.ค.1941 พระจักรพรรดิได้ทรงโปรดให้ ยามาโมโต เข้าเฝ้าและทรงมีพระราชดำรัสว่า “ภารกิจของกองเรือผสมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด” ยามาโมโตได้ถวายหนังสือกราบบังคมทูลกลับว่า “ไม่ว่าร่างกายจะแหลกละเอียดเป็นผุยผงอย่างไร ข้าพระพุทธเจ้าสัญญาว่าจะบรรลุเป้าหมายแห่งการออกศึกครั้งนี้ให้จงได้” พระจักรพรรดิได้ทรงอ่านหนังสือกราบบังคมทูลอย่างชัดถ้อยชัดคำและอ่านทวนด้วยความคล่องแคล่วถึง 3 ครั้ง
ในวันรุ่งขึ้นถัดจากวันที่ยามาโมโตเสียชีวิตในการรบ หรือ วันที่ 18 เม.ย. 1943 พระจักรพรรดิได้ทรงสดับข่าว “ยามาโมโตประสบชะตากรรม” เมื่อพระจักรพรรดิได้ทรงทราบว่าเรือหลวงมุซาชิที่ลำเลียงร่างของยามาโมโตเข้าเทียบท่าเรือโยโกซูกะ พระองค์ทรงโปรดให้นายทหารประจำพระองค์อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งไปว่า “ถ้าหากไม่มีข้อขัดข้องใดๆ เกิดขึ้นแก่การรบของกองทัพแล้ว มีพระราชประสงค์ให้จัดกระบวนอิสริยยศด้วย” ในวันที่ 5 มิ.ย. อันเป็นวันที่มีการจัดพิธีศพแห่งชาติแก่นายพลเรือยามาโมโต พระจักรพรรดิทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้งดการออกว่าราชการและประทับ ณ โงะบุงโค (御文庫หรือ ที่ประทับของพระจักรพรรดิที่มีหลุมหลบภัยทางอากาศในช่วงสงคราม อยู่ใกล้กับสนามบินนาริตะในปัจจุบัน)
โอกาสชนะไม่มีทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ
วันที่ 5 ก.ย. 1941 ซูงิยามา อดีตเสนาธิการทหาร ได้บรรยายว่า “การรบทางด้านใต้ (อินโดจีนกับแปซิฟิก) คาดว่าจะเสร็จสิ้นใน 5 เดือน” พระจักรพรรดิทรงไม่ยอมรับและรับสั่งไปว่า “การแถลงของซูงิยามามักนำมาซึ่งผลในทางตรงกันข้ามบ่อยๆ ตลอดมา” “ในตอนต้นของเหตุการณ์แมนจูเรีย ทั้งๆ ที่ได้อธิบายในฐานะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารบกว่าจะเป็นสงครามที่รวบรัดได้รวดเร็ว แต่ตอนนี้ การรบในจีนก็ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง”
เมื่อซุงิยามาถวายคำชี้แจงไปว่า “พื้นที่ด้านในของจีนมีขนาดกว้างใหญ่” พระองค์ก็ทรงดุด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า “มหาสมุทรแปซิฟิกมิยิ่งมีขนาดใหญ่กว่าหรือ การรบที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นใน 5 เดือนอยู่บนพื้นฐานอะไรกัน”
ประมาณกว่า 1 เดือนก่อนหน้านั้น หรือ วันที่ 30 ก.ค. พระจักรพรรดิได้ทรงสอบถาม มิสึโน ผู้บัญชาการประจำกองบัญชาการ ถึงโอกาสชนะในกรณีสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา มิสึโนกราบทูลว่า “เรื่องชนะไม่ต้องพูดถึง แต่เรื่องสมควรจะชนะหรือไม่ยังไม่แน่”
ต่อมา พระจักรพรรดิได้ทรงหลุดพระโอษฐ์กับนายทหารประจำพระองค์ว่า “ผู้บัญชาการประจำกองบัญชาการคนปัจจุบันกระหายสงคราม เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ส่วนการรบของกองทัพเรือก็หมดหวังแล้ว” และทรงชี้ให้เห็นว่า “ในเมื่อคำแถลงของผู้บัญชาการประจำกองบัญชาการระบุถึงความไม่แน่นอนที่จะชนะ การเปิดศึกสงครามโดยไม่มีโอกาสชนะจึงเป็นเรื่องน่าสงสัยอย่างยิ่ง”
ในกรณีที่สงครามไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะมีวิธียุติได้อย่างไรบ้าง พระจักรพรรดิทรงแตกต่างจากระดับสูงในกองทัพที่ไม่มีความรับผิดชอบ พระองค์ทรงพิจารณาอย่างเต็มกำลังบนพื้นฐานของความเป็นจริง วันที่ 13 ต.ค. พระองค์ทรงกล่าวกับ คิโตะ โคอิจิ (木戸幸一) ข้าราชการฝ่ายในว่า “ในกรณีที่ตัดสินใจประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร การเจรจาทางการทูตมีความจำเป็นในการขอความร่วมมือจากเยอรมนีในการทำสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกาเพื่อปิดทางไม่ให้เยอรมนีเจรจาสงบศึกแต่เพียงฝ่ายเดียว ยิ่งกว่านั้น มาตรการยุติสงครามจะต้องมีการตระเตรียมไว้อย่างพร้อมมูลตั้งแต่ต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสำนักวาติกันโดยการแลกเปลี่ยนทูตกัน”
วันที่ 8 ธ.ค. เวลา 03:25 น. (ตามเวลาญี่ปุ่น) เครื่องบินรบประจำเรือจากกองกำลังเฉพาะกิจของกองทัพเรือทำการโจมตีกองเรือมหาสมุทรแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐฮาวาย อันเป็นการเริ่มสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิก พระจักรพรรดิทรงตื่นจากบรรทมเวลา 06:55 น. และทรงได้รับการถวายรายงานถึงความสำเร็จในการยกพลขึ้นบกในคาบสมุทรมาลายาและการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์
ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของสงครามด้านต่างๆ ทำให้ญี่ปุ่นคึกคักขึ้นมาทั้งประเทศ แต่พระจักรพรรดิได้ทรงชี้แนะต่อ โตโจ ฮิเดกิ นายกรัฐมนตรี ว่า “สงครามระยะยาวเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ขอให้เริ่มพูดกันถึงมาตรการที่จำเป็นโดยไม่ให้มีข้อผิดพลาด” ทว่า เมื่อการรุกคืบอย่างเช่นการยึดสิงคโปร์ในวันที่ 15 ก.พ. เป็นไปอย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงบรรยายถึงความรู้สึกว่า “ผลการรบอันยอดเยี่ยมยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นของความระมัดระวังและการศึกษาอย่างเพียงพอ”
วันที่ 8 พ.ค. เมื่อพระจักรพรรดิทรงรับรายงานว่า ผู้บัญชาการกองเรือในการรบที่ทะเลโครัล (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย) ได้ยุติการไล่ล่าศัตรู ได้ทรงตำหนิไปว่า “ในกรณีอย่างนั้นควรทำลายให้สิ้นซาก” วันที่ 7 มิ.ย. เมื่อพระองค์ทรงสดับถึงความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของการรบทางทะเลที่มิดเวย์ ได้ทรงมีพระบัญชาว่า “ความสูญเสียในครั้งนี้ต้องไม่นำไปสู่การลดขวัญและกำลังใจ” และ “การรบในวันข้างหน้าจะต้องไม่อนุรักษ์เกินไป”
ในตอนท้ายของการรบที่โอกินาวา พระองค์ได้ทรงเสนอแนะภายหลังจากที่ได้ทรงสอบถามเสนาธิการทหารถึงเหตุผลที่หน่วยทหาร ณ ที่นั้นไม่ทำการรุกตอบโต้ว่า “ถ้าการรบที่โอกินาวาไม่เป็นผลดี กองทัพบกกับกองทัพเรือจะไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน จึงควรที่จะคำนึงถึงการรบในภายภาคหน้าด้วย” “ถ้ากำลังทหารไม่เพียงพอ ก็ควรจะกล้าตัดสินใจส่งกองกำลังกลับขึ้นบนเกาะ”
การตัดสินใจยุติสงคราม
วันที่ 11 ธ.ค. 1942 พระจักรพรรดิทรงมีพระราชดำรัสต่อ โคคุระ โคยิ (小倉庫次) ข้าราชการรับใช้ในพระองค์ ในระหว่างทรงประทับที่เกียวโตเพื่อบวงสรวงศาลเจ้าอิเสะ “เมื่อกล่าวถึงสงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น เหตุการณ์แมนจูเรีย (18 ก.ย. 1931) เหตุการณ์ในจีน (7 ก.ค.1937) ก็อดไม่ได้ที่จะต้องย้ำแล้วย้ำอีกถึงความจำเป็นในการยุติสงครามอย่างเป็นขั้นตอนได้อย่างไร นอกจากนี้ เมื่อคิดคำนึงถึงความกลัวที่มีต่อสหภาพโซเวียตและความยากลำบากในการทำให้จีนยอมแพ้ ก็ไม่อยากทำให้เกิดเหตุการณ์ในจีน หรือ การปฏิบัติผิดแผกจากความประสงค์ที่จะไม่กล่าวอะไรต่อท่าทีที่แข็งกร้าวของกองทัพบก หรือ แม้แต่สภาวะจิตใจที่ไม่สงบก่อนการประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา อยากจะบอกความรู้สึกว่าช่วงเวลาที่เยือนยุโรปเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนเอง”
วันที่ 30 มี.ค. 1943 พระจักรพรรดิได้ทรงบรรยายถึงความคิดต่อ คิโต โคอิจิ ข้าราชการในพระองค์ว่า “ความคาดหวังต่ออนาคตของสงครามย่อมไม่ใช่สิ่งที่สดใสอย่างแน่นอน”
วันที่ 26 ก.ย. 1944 พระจักรพรรดิทรงตรัสกับคิโตว่า “ยกเว้นปัญหาการสลายตัวของกองทัพและความรับผิดชอบต่อสงคราม การบรรลุสันติภาพหรือเรื่องดินแดนจะเป็นอย่างไรก็ได้” ในทางเอกสารแล้ว ข้อความนี้เป็นครั้งแรกที่บรรยายถึงการตัดสินพระทัยขององค์พระจักรพรรดิ คิโตได้ถ่ายทอดพระราชดำรินี้ต่อให้ ชิเงมิทสึ มาโมรุ (重光葵) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น
วันที่ 30 เม.ย.1945 พระองค์มีพระบรมราชโองการตอบ โตโก ชิเงโนริ (東郷茂徳) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศขณะนั้น ที่ได้กราบถวายบังคมทูลว่า การทำสงครามต่อไปเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ว่า “หวังว่าการยุติสงครามจะเกิดขึ้นโดยเร็ว” และได้ทรงตรัสกับโตโกอีกครั้งในวันที่ 20 มิ.ย. ว่า อยากจะให้ยุติสงครามโดยเร็ว
วันที่ 8 ส.ค. ปีเดียวกัน หลังจากที่ระเบิดปรมาณูลงที่ฮิโรชิมาแล้ว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการรับสั่งลงไปถึงโตโกว่า “สืบเนื่องจากการใช้อาวุธชนิดนี้ การยืนหยัดทำสงครามคงเป็นไปไม่ได้ การยุติสงครามโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์มากที่สุด”
ด้วยการตัดสินพระทัยขององค์พระจักรพรรดิอีก 2 ครั้งในวันที่ 10 และ 14 ส.ค. การยอมรับแถลงการณ์พอตสดัมเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและมีการกระจายพระสุรเสียงให้ยุติสงครามต่อประชาชนทางวิทยุในตอนเที่ยงของวันที่ 15 ส.ค.
ที่มา: แปลคำต่อคำเพื่อรักษาอรรถรสภาษาญี่ปุ่นโดยตัดใจความที่ซ้ำซ้อนหรือไม่สำคัญเล็กน้อย จาก“昭和天皇実録特集”日本経済新聞 2014年 9月 9日 (火曜日)






