สองผู้ยิ่งใหญ่ จะเจ๊าะแจ๊ะกันไหม?

สองผู้ยิ่งใหญ่ จะเจ๊าะแจ๊ะกันไหม?

สองคนนี้จะพบกันที่ปักกิ่งวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ คนทางซ้ายเป็นเจ้าภาพ คนทางขวาเป็นแขกมาร่วมประชุม

ถามว่าสองคนนี้จะคุยกันไหม? และถ้าจำเป็นต้องคุยกันเพราะมารยาทการทูต ใครจะเป็นคนทักทายใครก่อน? และเขาจะพูดกันเรื่องอะไร?

และหากเขาทักทายกัน จะเป็นการสนทนายาวกี่วินาที?

ผมสนใจสองคนนี้เป็นพิเศษ เพราะท่านเป็นผู้นำประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ของเอเชียและของโลก ตราบที่ทั้งสองคนยังเมินหน้าหนีกันอยู่ สันติภาพของเอเชียและของโลกก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด Apec (Asia-Pacific Economic Cooperation) ซึ่งมีสมาชิก 21 ประเทศ ขณะที่นายกรัฐมนตรี ชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่นจะมาในฐานะแขกคนสำคัญ พร้อมกับผู้นำระดับโลกอย่างบารัก โอบามา ของอเมริกากับผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ไม่เว้นแม้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย

รัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ บอกวันก่อนว่า ผู้นำญี่ปุ่นก็จะได้รับการต้อนรับในงานนี้เหมือนผู้นำ “ผู้ทรงเกียรติ” ทุกท่าน

แต่หลายคนเป็นห่วงว่าผู้นำจีนจะทักทายนายกฯ ญี่ปุ่นด้วยสีหน้าอย่างไร และอาเบะ จะถือโอกาสนี้สนทนาวิสาสะกับ สี จิ้นผิง อย่างยิ้มแย้มเป็นกันเองได้หรือไม่

เพราะทั้งสองคนยังไม่ยอมเจอกันตั้งแต่มีวิกฤตในความสัมพันธ์ของสองชาติ ว่าด้วยการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกที่จีนเรียก “เตี๊ยวหยู” ญี่ปุ่นขานชื่อเป็น “เซนกากุ”

สี จิ้นผิง ในฐานะเจ้าภาพไม่มีทางเลือก นอกจากจะต้องจับมือกับ อาเบะเพื่อถ่ายรูปเหมือนกับการต้อนรับผู้นำคนอื่น ๆ

ตั้งแต่ขึ้นมาเป็นนายกฯรอบสอง เมื่อเดือนธันวาคม 2012 อาเบะได้เสนอขอพบปะกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ตัวต่อตัว แต่ผู้นำจีนบอกปัดมาตลอดด้วยการอ้างว่า ญี่ปุ่นจะต้องยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องสิทธิเหนือหมู่เกาะเสียก่อนแล้วจึงจะมีการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำทั้งสองชาติ

เพราะญี่ปุ่นยืนยันมาตลอดว่า กรณีหมู่เกาะนั้นไม่มีปัญหา เพราะญี่ปุ่นถือว่าเป็นของตนมาตลอด แต่ปักกิ่งย้อนกลับทุกครั้งว่าถ้าญี่ปุ่นไม่ยอมรับว่ามีปัญหา ก็ไม่ต้องมาพบกันให้เสียเวลา

และถ้าหากผู้นำญี่ปุ่นไม่เลิกการไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ ซึ่งเป็นที่เคารพดวงวิญญาณของอดีตนักรบญี่ปุ่นที่จีนอ้างว่า เคยเข่นฆ่าคนจีนเป็นจำนวนมาก ก็ไม่ต้องหวังว่าจะมีการคืนดีกัน

คราวนี้ สี จิ้นผิง หลีกหนีการพบปะกับ อาเบะ ไม่ได้แล้ว จึงเป็นภาพและจังหวะที่ผมเกาะติด รอคอยว่าทั้งสองคนจะทำตัวอย่างไรไม่ให้เสียภาพลักษณ์ของตน และไม่ให้ถูกประชาชนของตนมองว่ายอม “ก้มหัว” ให้อีกฝ่ายหนึ่ง

ลีลาการทักทายของฝ่ายจีนยืนตรงและยื่นมือให้จับ ขณะที่ประเพณีญี่ปุ่นคือการก้มหัวและสัมผัสมือ โดยตาไม่ต้องจ้องไปที่อีกคนหนึ่ง

ภาพที่ออกมาจะเหมือนผู้นำญี่ปุ่น “เค้าท้าว” (kowtow 叩头) ต่อผู้นำจีน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางลบที่ญี่ปุ่นก็ได้

ถ้าจีนสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการจัดให้ทั้งสองได้พบปะกัน นอกรอบการประชุมสุดยอดเอเปคที่ปักกิ่ง ก็จะถือเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง

แต่นั่นอาจจะเป็นการตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เพราะประเมินกันหนึ่งสัปดาห์ก่อนการพบปะของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองแล้ว ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำเลย

ปีหน้าครบรอบ 70 ปีของการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2… ควรจะเป็นโอกาสสลัดความหลังอันขมขื่นของทั้งสองชาติทิ้ง แทนที่จะฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพราะยิ่งฟื้นก็ยิ่งจะมีเรื่องเคียดแค้นชิงชังกันมากขึ้นเท่านั้น

อยู่ที่ทั้งสองท่านจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หรือจะเปิดหนังสือย้อนกลับไปหาเรื่องเจ็บปวด ในอดีตสำหรับทั้งสองชาติ