คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าอินเดียเป็นประเทศแห่งเทศกาลเฉลิมฉลองจริงๆ กล่าวคือ จะมีการเฉลิมฉลองกันตลอด
เนื่องจากอินเดียมีความหลากหลายสูงมากทั้งในแง่ศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ เป็นต้น ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้นี่เองที่ทำให้อินเดียมีเทศกาลเฉลิมฉลองอยู่มากมาย แต่เทศกาลสำคัญจริงๆ จะเริ่มมาตั้งแต่ประมาณเดือนก.ย.เป็นต้นไป โดยเริ่มจากเทศกาลคเณศจตุรถีซึ่งเป็นพิธีบูชาพระพิฆเณศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองมุมไบ หลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยเทศกาลนวราตรี ซึ่งเป็นพิธีบูชาพระแม่ทุรคาในปางต่างๆ รวม 9 ปางด้วยกัน โดยจะมีการเฉลิมฉลองด้วยการเต้นรำกันถึง 9 คืน และในวันสุดท้ายของเทศกาลนวราตรีซึ่งก็คือวันที่สิบของเทศกาลจะถือเป็นวันสำคัญที่สุดของเทศกาลนี้เรียกว่าวันดุซเซห์รา (Dussehra) หรือวันวิชัยทศมี โดยจะมีการเฉลิมฉลองกันทั่วประเทศ หลังจากนั้นก็เข้าสู่เดือนต.ค. แทรกเข้ามาด้วยเทศกาลสำคัญของชาวมุสลิมคือ เทศกาล Eid-ul-Zuha หรือ Bakri Id และต่อด้วยเทศกาลสำคัญที่สุดของชาวอินเดียเลย นั่นก็คือ เทศกาลดิวาลีหรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง หลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยเทศกาลสากลคือ เทศกาลคริสต์มาสในเดือนธ.ค. และเทศกาลวันขึ้นปีใหม่เป็นลำดับสุดท้าย
ที่เกริ่นถึงเทศกาลสำคัญต่างๆ ของอินเดียมาเสียยืดยาวก็เพื่อจะเรียนท่านผู้อ่านว่าเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญของอินเดียจะอยู่ระหว่างเดือนก.ย.ไปจนถึงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ในเดือนม.ค.ของปีถัดไปเลย แต่ทั้งนี้ กำหนดวันของเทศกาลจะเคลื่อนไปในแต่ละปีเนื่องจากเป็นการนับวันตามจันทรคติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญเหล่านี้จะเป็นช่วงที่ชาวอินเดียจับจ่ายใช้สอยมากที่สุดเนื่องจากจะมีการซื้อของขวัญมอบให้แก่กัน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลดิวาลีที่ชาวอินเดียถือว่าเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดและมีการจับจ่ายใช้สอยมากที่สุดอีกด้วย
สำหรับในปีนี้ บริษัท Technopack ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดได้ทำการศึกษาพฤติกรรมนักช้อปอินเดียในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญของอินเดียและได้คาดการณ์ว่านักช้อปอินเดียจะมีการจับจ่ายใช้สอยเฉลี่ยต่อเดือนสำหรับกลุ่มสินค้าอาหารหลักและอาหารบรรจุกล่องเพิ่มขึ้นในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.2557) ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญถึง 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 6 เดือนก่อนหน้าจนถึงเดือนก.ย. โดยมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสินค้าหลักๆ โดยกลุ่มสินค้าที่คาดว่าผู้บริโภคอินเดียจะมีการจับจ่ายใช้สอยเฉลี่ยต่อเดือนของช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ กลุ่มสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยต่อเดือนของช่วงสามเดือนก่อนหน้า
แต่ที่เด็ดสุดและแซงทางโค้งมาเลยก็คือ ค้าปลีกออนไลน์ที่ปรากฏว่าเป็นที่นิยมของนักช้อปอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยบริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของอินเดียคือ Flipkart กับ Snapdeal สองรายนี้มียอดสั่งซื้อสินค้าในช่วง 10 ชั่วโมงแรกของวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมารวมกันกว่า 6,000 ล้านรูปีเลยทีเดียว แต่จริงๆ แล้วยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในวันดังกล่าวควรจะสูงกว่านี้อีกมากมาย ถ้าหากว่าเว็บไซต์ของ Flipkart จะไม่ล่มไปเสียก่อน เนื่องจากมีลูกค้าสนใจกระหน่ำสั่งซื้อสินค้าเข้าไปที่เว็บพร้อมๆ กันถึง 1.5 ล้านคน ตามแคมเปญลดราคาครั้งใหญ่ “Big Billion Day” ของ Flipkart โดยจะลดราคาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น เล่นเอา ผู้บริหารของ Flipkart ถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้าต้องออกมาขอโทษขอโพยและยอมรับความผิดพลาดทั้งหมดว่าเกิดจากการเตรียมความพร้อมไม่เพียงพอ เพราะคาดไม่ถึงว่ากระแสตอบรับของนักช้อปจะมากมายมหาศาลขนาดนี้ ทั้งๆ ที่บริษัท Flipkart ได้ติดตั้ง Servers ไว้ถึง 5,000 ตัวเพื่อรองรับการเข้ามาสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่าตัวแต่ก็ยังคงไม่เพียงพออยู่ดี
ในอดีตที่ผ่านมา นักช้อปชาวอินเดียจะออกจากบ้านเพื่อไปจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้าเพื่อเป็นของขวัญของฝากกันตามร้านค้าปลีกและศูนย์การค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของชาวอินเดียอย่างเทศกาลดิวาลีชนิดที่เรียกว่าไปเดินช้อปปิ้งที่ไหนก็จะเจอแต่ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคักแน่นขนัดไปหมด แต่ช่วงเทศกาลดิวาลีปีนี้กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากรายงานข้อมูลของสมาคมหอการค้าและอุตสาหกรรมของอินเดียหรือ Assocham พบว่าปีนี้นักช้อปชาวอินเดียออกมาเดินจับจ่ายใช้สอยตามศูนย์การค้าต่างๆ ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะศูนย์การค้าในกรุงเดลีและปริมณฑลที่มีจำนวนนักช้อปลดจำนวนลงมากที่สุดถึง 49.5% รองลงมาคือ เมืองอาห์เมดาบาด ลดลง 48.2% เมืองเจนไน ลดลง 46% มุมไบ ลดลง 42% และไฮเดอราบาด ลดลง 39% ตามลำดับ เนื่องจากนักช้อปอินเดียตอนนี้นิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากกว่าเพราะสะดวกกว่าและที่สำคัญคือ ราคาถูกกว่าการซื้อสินค้าจากห้างร้านตามปกติ ซึ่งปัจจัยหลังนี่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักช้อปอินเดียที่มีความอ่อนไหวต่อราคาสินค้าสูงอยู่แล้ว อนึ่ง นอกจากจำนวนนักช้อปที่เดินห้างจะลดลงอย่างมากแล้ว ข้อมูลของ Assocham ยังระบุอีกว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในอินเดียเกิดใหม่ประมาณ 250-300 ห้างทีเดียว แต่ปรากฏว่า 80-85% ของพื้นที่ยังว่างโหวงเหวงไม่มีร้านค้าปลีกเข้าไปเช่าจำหน่ายสินค้าแต่อย่างใด นั่นก็แสดงให้เห็นว่านักช้อปอินเดียมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อหาสินค้าซึ่งนั่นก็คือ ค้าปลีกออนไลน์นั่นเอง
สำหรับช่วงเทศกาลดิวาลีในเดือนต.ค.ปีนี้ปรากฏว่าค้าปลีกออนไลน์เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 350% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย.ปีนี้ก็เติบโตถึง 200% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเช่นกัน สวนทางกับจำนวนนักช้อปเดินห้างที่ลดลงอย่างมากในปีนี้ ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Assocham ระบุว่ารายได้จากการขายปลีกออนไลน์ในปีนี้น่าจะขยายตัวกว่าปีก่อนหน้าถึง 5 เท่าตัวเลยทีเดียว โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการที่สินค้าแบรนด์เนมประเภทเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของขวัญ ของตกแต่ง และรองเท้า ถูกนำมาจำหน่ายออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับนักช้อปรุ่นใหม่ของอินเดียก็เชื่อมโยงกับระบบออนไลน์ตลอดเวลาชนิดที่เรียกว่าวันละ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วันเลยทีเดียว โดยผ่านโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และเครื่องมือสื่อสารเคลื่อนที่อื่นๆ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ค้าปลีกออนไลน์ของอินเดียยิ่งโชติช่วงชัชวาลยิ่งขึ้นไปอีก ก็เลยทำให้บริษัทค้าปลีกของอินเดียหลายรายเริ่มไม่ค่อยสบอารมณ์กับการเติบโตของพวกค้าปลีกออนไลน์ที่ล้ำหน้าไปอย่างมาก ถึงกับมียักษ์ใหญ่ค้าปลีกบางรายของอินเดียเริ่มออกอาการฉุนขาด โดยออกมาแสดงความคิดเห็นว่าพวกค้าปลีกออนไลน์พวกนี้เอาเปรียบบริษัทค้าปลีกธรรมดาด้วยการขายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ อันนี้ก็คงต้องปล่อยให้ไปว่ากันเอง แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้นักช้อปอินเดียกำลังแฮปปี้กันสุดๆ กับการช้อปออนไลน์อยู่ในขณะนี้เพราะมีสินค้าให้เลือกช้อปอย่างหลากหลาย ในราคาที่ถูกกว่าและสะดวกกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้
จนถึงนาทีนี้ก็ต้องขอเรียนว่าวิบากกรรมของค้าปลีกอินเดียยังคงไม่สิ้นสุดและยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม หลังจากที่รัฐบาลที่แล้วของอินเดียประกาศจะเปิดเสรีค้าปลีกให้บริษัทค้าปลีกต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีกในประเทศอินเดียได้มากขึ้นแต่มีเงื่อนไขยุบยับเต็มไปหมด ก็เลยทำให้ยังไม่มีบริษัทค้าปลีกต่างชาติรายใดเข้าตลาดอินเดียได้สำเร็จ ที่เห็นเป็นข่าวอยู่ก็มีเพียง IKEA ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์จากสวีเดนเท่านั้นที่แว่วๆ ว่าจะเริ่มเข้าตลาดที่เมืองไฮเดอราบาดในไม่ช้านี้ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วก็ต้องถือว่าบริษัทค้าปลีกและร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมของอินเดียได้รับการปกป้องเป็นอย่างดีให้พันจากศึกภายนอกประเทศ แต่ขณะนี้กลับต้องมาผจญกับศึกภายในที่คาดไม่ถึงจากบริษัทค้าปลีกออนไลน์ในประเทศเอง และคงไม่เหลือทางเลือกมากนักนอกจากต้องปรับตัวเข้าสู่สมรภูมิค้าปลีกออนไลน์ให้มากขึ้น เพราะนับจากนี้ไปธุรกิจค้าปลีกออนไลน์จะเป็นอนาคตของธุรกิจค้าปลีกในอินเดียแน่นอน...ฟันธง






