รัฐบาลประกาศนโยบายหลายด้าน เพื่อผลิตโฉมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ที่มุ่งไปที่การสร้างความยั่งยืน และการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับการค้าการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลและคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)ได้ดำเนินการหลายด้าน ในการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติการเมืองก่อนการรัฐประหาร นั่นคือการเร่งเบิกจ่ายงบ การจัดทำงบประมาณปี 2558 และการเร่งพิจารณาอนุมัติคำขอการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)
นอกจากนี้รัฐบาลยังเสนอความคิดในการขับเคลื่อนนโยบายที่ดีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายภาษีมรดก การเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นโดยพิจารณาลำดับความสำคัญ นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงนโยบายการปฏิรูปภาคเกษตรที่ต้องการปรับโฉมหน้าของภาคเกษตรไทยใหม่ ไม่เพียงแค่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลผ่านนโยบายประชานิยม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ โดยทั้งหมดน่าจะเริ่มขับเคลื่อนได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
สำหรับในด้านสังคมการเมืองนั้น เป็นเรื่องใหญ่พอๆกับนโยบายเศรษฐกิจ และหากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจะสำเร็จลงได้ ย่อมไม่อาจแยกขาดจากการปฏิรูปทางสังคมและการเมืองที่รัฐบาลกำลังจะเริ่มดำเนินการ หลังจากที่ขั้นตอนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดกับความล่าช้าของในขั้นตอนการปฏิรูป และมุ่งแต่ถกเถียงในประเด็นเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการปฏิรูปประเทศตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ปรากฏว่าคนในรัฐบาล และคนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทั้งหลาย ยังคงถกเถียงกันในเรื่องที่แทบไม่มีความสำคัญเลยกับการปฏิรูปประเทศ อย่างเช่น การถอดถอนใครออกจากตำแหน่ง การปรากฏข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นของคนบางคน ทั้งๆที่คนในสังคมไทยน่าจะเริ่มถกเถียงถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศ เพราะอย่างน้อยการปฏิรูปในครั้งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากทุกกลุ่มในสังคม และต่างกำลังรอความชัดเจนว่าเราจะเดินหน้าไปในทิศทางใด
เราต้องไม่ลืมว่าประเด็นต่างๆของการปฏิรูปนั้น มีการกล่าวถึงกันมามาก ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา รวมถึงปฏิรูประบบการเมืองของประเทศ ซึ่งแทบไม่มีประเด็นอะไรที่ไม่เคยกล่าวถึงหรือเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้นทุกคนย่อมรู้ว่าปัญหาคืออะไร และแนวทางการแก้ไขเป็นอย่างไร เพียงแต่ว่าขณะนี้เราจะเริ่มต้นกันอย่างไรและเมื่อไรเท่านั้น ยิ่งเราล่าช้ามากเท่าไร กระบวนการทั้งหมดที่ตั้งเป้าไว้ก็ย่อมเป็นไปได้ยากมากขึ้น และอาจไม่สามารถทำอะไรได้เลยที่เป็นรูปธรรม
เราเห็นว่าขณะนี้คนจำนวนมากกำลังรอว่า จะเกิดการปฏิรูปจริงๆ เมื่อไร และจะมีแนวทางอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายบางอย่างที่อาจสร้างผลกระทบต่อตัวเอง เราหวังว่ารัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) หรือ แม้แต่สปช.จะรีบเร่งการทำงานปฏิรูป เพราะขณะนี้เราอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกการปฏิรูปประเทศ ดังนั้น ปัญหาขณะนี้คือเมื่อไรจะเกิดรูปธรรมของการปฏิรูปเกิดขึ้น หลังจากที่รัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปหลายด้านแล้ว เราเชื่อว่าคนไทยกำลังรอสิ่งที่เป็นรูปธรรมจากการปฏิรูปประเทศ






