รัฐบาลเริ่มมีแนวคิดในการออกพันธบัตรระยะยาวซึ่งอาจมีอายุถึง 100 ปี หรือเรียกว่า Century Bond
เพื่อใช้เป็นช่องทางระดมทุนในการพัฒนาสาธารณูปโภคของประเทศ
เหตุผลของการออกพันธบัตรระยะยาวนั้นคือความต้องการ “ล๊อก” อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันไว้ โดยเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะสูงขึ้น
ปัญหาคือการกำหนดราคาที่เหมาะสมของ Century Bond จำเป็นที่ต้องมีข้อมูลโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยที่ยาว 100 ปีตามไปด้วย ในขณะที่ปัจจุบันเรามีโครงสร้างดอกเบี้ยที่ยาวสุดเพียง 46 ปี
ศ.ดร.อัญญา ขันธวิทย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอแนวคิดในการคำนวณโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยโดยไม่ขึ้นกับระยะเวลา นั่นหมายถึงจะเอา 100 ปีหรือ 200 ปีก็ย่อมได้
ความสนใจเริ่มต้นของอาจารย์คือการพยายามหาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในรูป Real ก่อน
ถึงตรงนี้ต้องอธิบายว่าบรรดาข้อมูลเศรษฐกิจที่เราเห็นผ่านตากันนั้น มักจะถูกนำเสนอใน 2 รูปคือ Nominal รูปนี้มีหน่วยเป็นบาท ซึ่งเป็นรูปที่พวกเราส่วนใหญ่มักคุ้น เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทย พ.ศ. 2553 คือ 10,709,814 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารคือ 3.5% ต่อปี แต่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการที่อยู่ในรูป Nominal นั้นเป็นผลจากราคาสินค้าด้วย ซึ่งอาจให้ภาพที่บิดเบือนได้ เช่น หากเราต้องการวัดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้วเอา GDP ในรูป Nominal 2 ปีมาคำนวณ อัตราการเติบโตที่คำนวณได้อาจไม่ได้สะท้อนประสิทธิภาพที่เราสามารถผลิตสินค้าบริการได้มากขึ้น แต่มาจากการที่ราคาสินค้าบริการสูงขึ้น ดังนั้น การคำนวณอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเอาข้อมูล Nominal GDP มาปรับราคาออกก่อนให้อยู่ในรูปหน่วยสินค้า หรือเรียกว่า Real GDP แล้วค่อยวัดอัตราการเติบโตจากค่านี้
อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในรูป Nominal ก็ไม่ได้สะท้อนผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการรวมผลทางราคาไว้ด้วย ดังที่เราทราบกันว่าเงินนั้นกินไม่ได้ การที่เรายอมเลื่อนการบริโภคไปในอนาคตด้วยการฝากเงินกินดอกเบี้ย โดยหวังว่าเมื่อถอนเงินพร้อมดอกเบี้ยออกมา เราจะสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่หากเกิดเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่ได้รับอาจทำให้เราบริโภคได้น้อยลง
นักเศรษฐศาสตร์มักจะใช้การประมาณการของ Fisher ที่เสนอว่า อัตราดอกเบี้ยในรูปแท้จริง (Real) คืออัตราดอกเบี้ย Nominal ลบ อัตราเงินเฟ้อ
เนื่องจากเรามีตัวเลขอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว การหาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยในรูป Real ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
อาจารย์อัญญาพบว่าหากเอาข้อมูตรอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งคำนวณตาม Fisher มาเทียบกับ Yield ของพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อหรือ Inflation Linked Bond ที่มีขายในไทย เช่น ILB217A และ ILB283A จะพบว่ามีส่วนต่างกันถึง 70-90 Basis Point หรือ .7 ถึง .9% โดย Yield ของ ILB สูงกว่าค่าที่คำนวณได้ แสดงว่าราคา ILB ในไทยมีราคาต่ำเกินจริงประมาณนั้น ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้
ความพยายามหาโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจึงเริ่มขึ้น ซึ่งเราจะมาคุยกันต่อคราวหน้าครับ






