วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา! พม่าเปิดเวทีปรองดองแห่งชาติ ก่อนเป็นเจ้าภาพสุดยอดอาเซียน

ภาพนี้ไม่เคยปรากฏให้เห็นในการเมืองพม่ามาก่อน แต่อะไรที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังได้เห็น ก็เกิดขึ้นในพม่าได้

อย่างน่าอัศจรรย์

เพราะเขาสำนึกว่าหากฝ่ายต่าง ๆ ในประเทศที่ขัดแย้งกันไม่หันมาปรองดองกันอย่างจริงจังด้วยเนื้อหาสาระ บ้านเมือง ก็จะติดกับดักของความวุ่นวายตลอดไป

ปลายสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดีเต็งเส่ง สร้างเซอร์ไพรส์อีกรอบด้วยการเชิญ “ตัวละคร” สำคัญ ๆ ในเวทีการเมืองระดับชาติพม่ามาพบปะเพื่อสนทนาหาทางออกร่วมกัน ขจัดความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และเดินหน้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีหน้าอย่างเป็นระบบเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตย

เต็งเส่งเชิญทั้งผู้นำฝ่ายค้านอองซานซูจี, ประธานสภาฉ่วยมาน, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายพลมินอ่องหลาย และตัวแทนของชนกลุ่มน้อย

เรียกว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” หรือ “คู่กรณี” ทั้งหมดมารวมตัวกันที่ทำเนียบประธานาธิบดีเพื่อ “เคลียร์” ความในใจทั้งหลายทั้งปวงให้หมดสิ้นก่อน การเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดให้มีขึ้นในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนปีหน้า

จะเป็นความบังเอิญหรือไม่ไม่ทราบ แต่การพบปะครั้งประวัติศาสตร์ของการเมืองพม่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยกหูคุยทางโทรศัพท์กับเต็งเส่ง โดยที่ผู้นำสหรัฐเรียกร้องให้ผู้นำเมียนม่าร์จัดให้มีการเลือกตั้งที่จะ “inclusive and credible” แปลว่าให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมซึ่งจะทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นที่ยอมรับของประชาชนคนพม่าและประชาคมโลก

โอบามาจะบินมาพม่าเพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนในสัปดาห์หน้า แต่ที่พูดจากับเต็งเส่งก่อน ก็เพื่อจะปูทางให้มีการขยับตัวทางการเมืองของพม่าก่อนที่เขาจะก้าวลงมาแสดงความชื่นชมยินดีกับการสร้าง “ความปรองดอง” รอบใหม่

พอพบปะกันครั้งสำคัญเสร็จ ก็มีข่าวว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตราที่สกัดไม่ให้อองซานซูจีขึ้นเป็นประธานาธิบดี (มาตราที่ระบุว่าใครมีสามีหรือภรรยาและลูกหลานเป็นต่างด้าวไม่อาจดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้)

และอาจจะมีการปล่อยนักโทษการเมืองชุดใหม่

อีกทั้งยังจะมีการเปิดทางให้ชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีส่วนร่วมทางการเมืองระดับชาติมากขึ้นอย่างเต็มที่

นี่คือความหมายของคำว่า inclusive ซึ่งแปลว่าเปิดทางให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีบทบาทในกระบวนการการเมือง

อีกข้อหนึ่งที่ฝ่ายค้านของอองซานซูจี เรียกร้องให้แก้ไขในรัฐธรรมนูญคือมาตราที่กำหนดให้กองทัพพม่าที่มี “โควตา” ที่นั่งในสภาถึงร้อยละ 25 ซึ่งแปลว่าหากทหารไม่เล่นด้วยก็ไม่อาจจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย เพราะกำหนดไว้ว่าจะแก้มาตราใดได้ต้องมีเสียงสนับสนุนถึง 75% ของจำนวนสมาชิกสภา

พรรค National League for Democracy (NLD) ของอองซานซูจี คว่ำบาตรการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2010 ด้วยเหตุผลว่าเป็นการหย่อนบัตรที่ไม่ยุติธรรมไม่โปร่งใส

แม้ว่าเต็งเส่งจะริเริ่มกระบวนการประชาธิปไตยหลายด้าน แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ยังเหมือนจะถอยหลังเข้าคลอง ไม่ว่าจะเป็นกติกาการเมืองที่ยังไม่เป็นธรรม หรือความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อย หรือนักโทษการเมืองที่ยังถูกกักขังและความรุนแรงในรัฐยะไข่ระหว่างชาวพุทธกับอิสลาม

การประชุม “คู่กรณี” ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ ท่ามกลางสายตาทุกคู่ทั่วโลกที่จ้องไปที่พม่า ที่เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนในสัปดาห์หน้า

คนไทยควรจะประเมินว่าการ “ปฏิรูป” ของการเมืองไทยกับของพม่าใครจะไปถึงหลักชัยก่อนกัน?