วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูป : เพราะมันยาก จึงยิ่งต้องทำ

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ยอมรับว่า การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่เคยมีใครบอกว่า

งานยกเครื่องสังคมไทย จะทำได้สำเร็จด้วยการยึดอำนาจการปกครองเท่านั้น

ที่การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองยากเพราะความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าอำนาจอย่างเดียวแก้ได้ทุกอย่าง

นายกฯประยุทธ์ พูดในรายการ “คืนความสุขฯ” ว่าด้วยกระบวนการปฏิรูปที่เพิ่งเริ่มต้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ผมรู้ว่าเป็นเรื่องที่ยากในการที่จะปฏิรูปประเทศท่ามกลางความขัดแย้ง ยังคงมีบางคน บางพวกยังมุ่งแต่จะรักษาผลประโยชน์ตนเอง ทั้งในวันนี้และในอนาคต...”

ท่านเสริมต่อว่า “...ถ้ามัวแต่พูดถึงคำว่าสิทธิเสรีภาพ หรือประชาธิปไตยจนไร้ขีดจำกัด จะรวมกันไม่ได้ ขัดแย้งกันทุกเรื่อง ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องหาทางรวมพลังเหล่านี้ให้ได้ก็ด้วยการสร้างความเข้าใจ...”

หัวหน้า คสช. บอกด้วยว่า “เราจะปฏิรูปกี่ครั้ง ตั้งสภาปฏิรูปกี่ครั้งก็ทำไม่ได้ แก้อะไรไม่ได้ ประชาธิปไตยนั้น ถ้าสอนให้คนรู้จักแต่เพียงสิทธิ เสรีภาพ ไม่คำนึงถึงหน้าที่ ไม่รู้จักผลประโยชน์แห่งชาติว่าอยู่ที่ไหน ก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่ต่อไป ผมต้องการใช้คำว่าพวกเราทุกคนก็ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ สำหรับประเทศไทยถ้ายังเป็นอย่างนั้นอยู่อีก”

ท่านบอกว่าระบบการสอน การเรียนรู้ การให้แนวคิดในสังคมปัจจุบัน อยากให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องลองปรับเล็กน้อย อย่าสอนให้เสรีมากนัก คำว่าเสรีต้องมีขีดจำกัด อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ต้องรู้จักหน้าที่ ต้องรู้จักการให้เกียรติบุคคลอื่นบ้าง ไม่สอนให้คนไม่เคารพกฎหมาย

นายกฯบอกด้วยว่า

“ต่อให้เรามีคณะทำงานออกมาหรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญทำออกมา สปช. ออกแบบออกมาว่าจะร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ฉะนั้น เราน่าจะออกแบบให้เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับคนไทย”

ความจริง พลเอกประยุทธ์ ควรจะรู้ตั้งแต่วางแผนยึดอำนาจแล้วว่าการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องง่าย และเพราะมันยาก จึงเป็นเรื่องที่สมควรจะต้องทำ

อีกทั้งควรจะตระหนักตั้งแต่แรกเช่นกันว่า การจะยกเครื่องประเทศไทยไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งมาเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” สั่งซ้ายหันขวาหันแล้วบ้านเมืองจะปฏิรูปสำเร็จได้ดั่งใจหมาย

เพราะแม้กระทั่งเป้าหมายของการสร้างประชาธิปไตยก็ยังมีวิธีคิดและแนวทางมากมายหลายด้าน

การจะปฏิรูปประเทศจึงไม่ได้อยู่ที่จะให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันในทุกเรื่อง หากแต่อยู่ที่การให้ทุกฝ่ายเคารพในความเห็นที่แตกต่าง เพื่อจะแสวงหาทิศทางร่วมกันที่ทุกฝ่าย ต้องยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนโดยให้ผลประโยชน์ส่วนรวมอยู่เหนือกว่าทุกอย่าง

ในระบอบประชาธิปไตยที่ตรงกับความหมายจริง ๆ นั้น ความเสียสละต้องเริ่มที่ตัวเอง และเสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ อีกทั้งไม่มีคนกลุ่มใดในสังคมมีอำนาจผูกขาดไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือความรักชาติไว้เฉพาะตน

แน่นอนว่า “เสรีภาพไร้ขีดจำกัด” ไม่มีในสาระบบของประชาธิปไตยที่แท้จริง ความสำนึกในความรับผิดชอบ เสียสละ และการทำทุกอย่างโดยสำนึกถึง “ผลประโยชน์ส่วนรวม” หรือ public interest และ “ความดีงามเพื่อปวงชน” หรือ common good

สภาปฏิรูปแห่งชาติที่กำลังจะเริ่มทำงานจึงต้องตระหนักในความสำคัญของหลักการพื้นฐานแห่งประชาธิปไตย และการปรับแก้กติกาสูงสุดเพื่อความผาสุกของปวงชน มิใช่เพื่อเอื้อต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีคิดทางวิชาการของสายใดสายหนึ่ง

นายกฯบอกว่าที่ปฏิรูปยากเพราะยังมีคนบางคน บางกลุ่มต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตน ไม่ยอมสละอำนาจของตนหรือลดทอนผลประโยชน์เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้

หากคำว่า “ผลประโยชน์ส่วนรวม” ไม่เป็นหัวใจของการปฏิรูป ก็ย่อมแปลว่าแต่ละกลุ่มแต่ละสายที่เข้ามาในสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์เท่านั้น ไม่ได้มาในนามของตัวแทนประชาชนเลย

หากการปฏิรูปเป็นเรื่องง่าย สังคมไทยก็คงจะไม่ต้องมานั่งถกแถลงกันอย่างวันนี้แล้ว เพราะมันยาก จึงยิ่งต้องทำให้สำเร็จ

ท้ายที่สุด ไม่มี “คอนเน็คชั่น” ไหนจะสำคัญเท่ากับ “คอนเน็คชั่นประชาชน”