วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปอกเปลือกสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่

แม้ว่าจะผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง นับตั้งแต่ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติรับทราบ

การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่ากระแสการคัดค้านการเปิดสัมปทานรอบใหม่นี้ จากฝั่งเครือข่ายผู้บริโภคและกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน จะยังคงดำเนินอยู่และยังไม่คลายข้อสงสัย

ในขณะที่ตัวแทนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ก็เพิ่มความถี่ในการเดินสายชี้แจงเรื่องดังกล่าวผ่านช่องทางสื่อสารมวลชนต่างๆ เท่าที่จะทำได้

ว่าไปแล้วในเชิงเปรียบเทียบกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบอื่นๆ ที่ผ่านๆ มา แปลงสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ที่กำลังจะเปิดให้เอกชนเข้ามายื่นขอสำรวจภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี 2558 นี้ มีความน่าสนใจน้อยกว่าการเปิดสัมปทานในหลายๆ รอบก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ เพราะแปลงสัมปทานที่เปิดส่วนใหญ่ เป็นแปลงเก่าที่สำรวจไม่พบ ต้องส่งคืนกลับคืนมาเป็นของรัฐตามเงื่อนไขที่กำหนด แล้วรัฐก็นำมาปัดฝุ่น ปรับแต่งพื้นที่ใหม่ให้ดูน่าสนใจ ดังนั้นความพยายามที่จะเรียกร้องที่จะให้รัฐ ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต โดยมุ่งหวังว่าจะให้รัฐได้ผลตอบแทนมากกว่าทุกๆ ครั้งจึงเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับรัฐ และในที่สุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ตัดสินใจใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส ที่มีส่วนที่รัฐจะได้ประโยชน์เพิ่มเติมเข้ามาในเรื่องของค่าธรรมเนียมในการลงนาม (signature bonus) และค่าธรรมเนียมในการผลิต (production bonus) เข้ามาบริหารจัดการแทน

แปลงสัมปทานที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะประกาศเชิญชวนให้ยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมคราวนี้มีจำนวน 29 แปลง เท่าที่ตรวจสอบดูคาดว่าแปลงสัมปทานที่เอกชนจะให้ความสนใจมากที่สุด จะเป็นแปลงในทะเลอ่าวไทยจำนวน 6 แปลง ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 11,808.20 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากอยู่ใกล้กับแปลงสัมปทานเดิมที่มีการผลิตปิโตรเลียมอยู่แล้ว ส่วนแปลงสัมปทานที่กระจัดกระจายอยู่ตามภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ,ภาคเหนือและภาคกลาง ทั้ง 23 แปลงนั้นน่าจะมีโอกาสพบได้น้อย และถ้าสำรวจพบก็น่าจะเป็นแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็ก

ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจก็คือ ระบบสัมปทาน หรือระบบแบ่งปันผลผลิตที่ใช้กันอยู่นั้น เป็นแต่เพียงรูปแบบที่ให้รัฐใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการผลประโยชน์จากปิโตรเลียมที่มีอยู่เท่านั้น การที่รัฐจะได้ส่วนแบ่งมากน้อยแค่ไหนนั้น จะขึ้นอยู่กับศักยภาพปิโตรเลียมที่มีอยู่ โดยโครงสร้างทางธรณีวิทยาปิโตรเลียมของไทยนั้น มีลักษณะเป็นกระเปาะเล็กๆ กระจายตัวอยู่ เมื่อเทียบกับมาเลเซียหรือพม่าที่เป็นกระเปาะใหญ่ อีกทั้งของไทยส่วนใหญ่ยังพบก๊าซมากกว่าน้ำมันดิบ ดังนั้น การสำรวจและผลิตจึงต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะ และต้องเจาะหลุมผลิตมากกว่าแหล่งอื่นๆ หลายเท่า เพื่อให้ได้ปริมาณปิโตรเลียมที่เท่ากัน ทำให้ของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า

ที่ผ่านมาประเทศไทย มีการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต อยู่แล้วในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) แต่ก็พบว่ารัฐได้ผลตอบแทนประมาณ 59% เอกชนได้ประมาณ 41 % เปรียบเทียบกับระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ในปัจจุบันที่รัฐ ได้ประมาณ 72 % เอกชนได้ 28% (คิดบนสัดส่วนของกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายในการลงทุน)

ข้อห่วงใยอีกประการคือการใช้ระบบสัมปทาน จะมีความชัดเจนในที่มาของรายได้ของรัฐ ทั้งค่าภาคหลวง 5-15% ภาษีเงินได้ 50% ของกำไร ซึ่งระบุไว้ตาม พ.ร.บ. สามารถตรวจสอบได้ ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐสามารถที่จะเรียกเจรจาต่อรองได้เป็นรายสัญญา ซึ่งไม่ค่อยแน่นอน ซ้ำร้ายหากเจอนักการเมืองขี้ฉ้อ รับผิดชอบเรื่องนี้ โอกาสที่ผลประโยชน์รัฐ จะไหลเข้ากระเป๋านักการเมืองจะทำได้ง่าย นอกจากนี้ในกรณีที่เอกชนสำรวจพบปิโตรเลียมในแหล่งขนาดเล็ก แล้วมาเจอเงื่อนไขที่รัฐต้องการขอปันผลผลิตในสัดส่วนที่สูง 70-80% ก็อาจจะทำให้เอกชนทิ้งแหล่งปิโตรเลียมนั้นไปเลย เพราะผลิตแล้วไม่คุ้มทุน ในภาพรวมแทนที่เราจะนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ได้เพื่อลดการนำเข้า ก็จะกลายเป็นว่าต้องนำเข้าปิโตรเลียมมากขึ้น ในราคาที่แพงกว่าเดิมจากต่างประเทศเข้ามาแทน

เท่าที่ติดตามข้อมูลทั้งสองฝั่ง เครือข่ายภาคประชาชนคงต้องทำการบ้านให้หนักกว่านี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าระบบแบ่งปันผลผลิตเหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมของไทยอย่างไร รวมทั้งตอบข้อห่วงใยการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ของนักการเมือง ผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองผลประโยชน์เหล่านี้ให้ชัดเจน จึงจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะคานกับระบบสัมปทานปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน